คำตอบที่ตรงไปตรงมาของคำถามที่ว่า “90% ของเทรดเดอร์ขาดทุน” ไม่ใช่สถิติตัวเลขทางการที่ประกาศโดยหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลกใดๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นมาเหมือนกัน เมื่อพิจารณาในส่วนของตลาดที่เทรดเดอร์รายย่อยเผชิญกับความเสี่ยงมากที่สุดจากการเก็งกำไรระยะสั้นแบบใช้เลเวอเรจ โดยเฉพาะการเทรด CFD และสเปรดเบตติ้ง ข้อมูลจากการเปิดเผยของหน่วยงานกำกับดูแลมักสะท้อนผลลัพธ์ที่ค่อนข้างรุนแรง คำเตือนมาตรฐานสำหรับ CFD ของ ESMA ระบุไว้ว่า บัญชีนักลงทุนรายย่อย 74% และ 89% ขาดทุนจากการเทรด และการเปิดเผยข้อมูลปัจจุบันจากโบรกเกอร์ก็ให้ตัวเลขที่ใกล้เคียง ซึ่งอ้างอิงการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดอย่างเช่น 68% ที่ CMC Markets UK, 68% ที่ IG UK และ 71% ที่ IG International ดังนั้นตัวเลข “90%” ควรมองว่าเป็นภาพรวมคำเตือนคร่าวๆ มากกว่าสถิติตัวเลขที่ตายตัว แต่สาระสำคัญเบื้องหลังตัวเลขนี้อยู่ที่ว่า บัญชีเทรดรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน
ข้อควรระวังนี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลเฉพาะของแต่ละโบรกเกอร์ และเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจ ไม่ได้หมายถึงทุกคนที่ซื้อหุ้น ไม่ใช่นักลงทุนทุกคนที่ถือกองทุนดัชนี และไม่ใช่ทุกกลยุทธ์ในทุกตลาด แต่ก็ยังเป็นประโยชน์มากกว่าข่าวลือตามอินเทอร์เน็ต เพราะมาจากการเปิดเผยข้อมูลตามกฎระเบียบข้อบังคับที่บริษัทต้องแสดงให้ลูกค้าที่สนใจทราบอย่างชัดเจน
ประโยคที่ว่า “90% ของเทรดเดอร์ขาดทุน” มีที่มาจากไหน
เหตุผลที่ว่าทำไมประโยคนี้ยังคงถูกใช้มาตลอด ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า มันสามารถสรุปข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ในประโยคเดียว เทรดเดอร์ต่างหยิบยกกฎ “90/90/90” มาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายรูปแบบนานนับปี เพราะสะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางการเรียนรู้ที่แสนโหดร้ายของการเทรดแบบจริงจัง ซึ่งสร้างความตระหนักรู้ได้อย่างชัดเจนและเห็นภาพทันที
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คำกล่าวนี้ดูแง่ลบเกินไป แต่ฟังดูแม่นยำเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่จะรองรับได้ ไม่มีฐานข้อมูลหลักที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า 90% ของเทรดเดอร์ทั้งหมดประสบกับการขาดทุนในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดฟอเร็กซ์ ออปชัน ฟิวเจอร์ส หุ้น คริปโต และ CFD แต่สิ่งที่มีอยู่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากกว่า เช่น การเปิดเผยข้อมูลจากโบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแล ผลการศึกษาทางวิชาการ และเอกสารข้อมูลเพื่อการคุ้มครองนักลงทุน ซึ่งทั้งหมดต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกัน การเทรดระยะสั้นเป็นเรื่องยาก และเลเวอเรจยิ่งทำให้การเทรดยากมากขึ้น เทรดเดอร์มือใหม่ส่วนใหญ่ประเมินเรื่องนี้ต่ำเกินไป
ความหมายที่แท้จริงจากข้อมูลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานกำกับดูแล
หลักฐานสาธารณะที่น่าเชื่อถือมากที่สุดมาจากการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ในยุโรปและสหราชอาณาจักรกำหนดว่าโบรกเกอร์ที่ให้บริการ CFD แก่ลูกค้ารายย่อยต้องแสดงคำเตือนมาตรฐาน ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขของแต่ละโบรกเกอร์เกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ของบัญชีลูกค้าที่ขาดทุน นอกจากนี้ FCA ยังได้เน้นย้ำถึงกรอบการคุ้มครองผู้บริโภคที่ครอบคลุมการให้บริการ CFD เช่น การจำกัดเลเวอเรจ กฎการปิดสถานะเมื่อมาร์จิ้นไม่พอ การคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ และการแสดงคำเตือนความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน
ประเด็นสำคัญที่ควรทราบคือ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่แท้จริงแตกต่างกันตามโบรกเกอร์และช่วงเวลาที่เกิดข้อมูล แต่รูปแบบโดยรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลง
| แหล่งที่มา | สิ่งที่ครอบคลุม | ตัวเลขที่แสดง |
| คำเตือนมาตรฐานเกี่ยวกับ CFD ของ ESMA | บัญชีรายย่อยสำหรับ CFD | 74% – 89% ขาดทุน |
| IG UK | บัญชีรายย่อยสำหรับสเปรดเบตติ้งและ CFD | 68% ขาดทุน |
| IG International | บัญชีรายย่อยสำหรับ CFD | 71% ขาดทุน |
| CMC Markets UK | บัญชีรายย่อยสำหรับสเปรดเบตติ้งและ/หรือ CFD | 68% ขาดทุน |
ตัวเลขเหล่านี้มีประโยชน์เพราะเป็นข้อมูลที่ชัดเจน อยู่ภายใต้การกำกับดูแล และมีความเป็นปัจจุบันมากพอที่จะนำมาใช้พิจารณาอย่างจริงจัง อีกทั้งยังอธิบายได้ว่าทำไมตัวเลข “90%” ยังไม่หายไป แม้ว่าตัวเลขที่แน่นอนจะไม่ใช่ 90% พอดีเป๊ะ แต่ตัวเลขสถิติตามจริงที่เปิดเผยออกมานั้นเลวร้ายพอที่จะทำให้ข้อสรุปตามจริงยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ ผลลัพธ์โดยทั่วไปของเทรดเดอร์รายย่อยที่ใช้เลเวอเรจลงเอยที่การขาดทุน ไม่ใช่กำไร
ข้อเท็จจริงที่ข้อมูลนี้พิสูจน์ได้และสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้
นี่คือประเด็นที่บทความจำนวนมากมักอธิบายแบบตื้นเขินเกินความเป็นจริง
ข้อมูลที่เปิดเผยชี้ให้เห็นชัดว่าบัญชีรายย่อยส่วนใหญ่ที่เทรดผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจมักได้ผลลัพธ์ขาดทุน นั่นไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่บอกอยู่ในคำเตือนที่โบรกเกอร์มีหน้าที่ต้องแสดงตามกฎหมาย
ข้อมูลที่เปิดเผย ไม่ได้หมายความว่าเทรดเดอร์ทุกคนจะล้มเหลว หรือทุกตลาดจะมีพฤติกรรมเหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าเปอร์เซ็นต์จะเหมือนกันหมดกับการเทรดทุกประเภททั้งการซื้อขายหุ้นแบบสวิงเทรด การเดย์เทรดดัชนีฟิวเจอร์ส การเทรดคริปโตที่ใช้เลเวอเรจ หรือการซื้อและถือหุ้นแบบไม่ใช้เลเวอเรจ นอกจากนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าทุกบัญชีที่ขาดทุนจะถูก “ล้างพอร์ต” เสมอไป ข้อมูลตัวเลขพิสูจน์ให้เห็นสิ่งที่ชัดเจนว่า คนธรรมดาทั่วไปที่เทรดบ่อยครั้งภายใต้ความกดดันและใช้เลเวอเรจ โอกาสรอดแทบไม่มี
การแยกแยะรายละเอียดแบบนี้ทำให้บทความน่าเชื่อถือและมีประโยชน์ขึ้นมาก คนอ่านไม่ต้องการเรื่องราวที่อุปโลกขึ้นมาให้ดูน่ากลัวเกินจริง แค่ต้องการความเข้าใจที่ชัดเจนว่าหลักฐานของขอบเขตข้อเท็จจริงกำลังบอกอะไรกันแน่
ทำไมเทรดเดอร์มือใหม่จำนวนมากถึงขาดทุน
ลำพังแค่ตัวเลขสถิติบอกความจริงได้แค่ครึ่งเดียว คำถามที่มีประโยชน์มากกว่าคือ ทำไมคนส่วนใหญ่ลงเอยที่ฝั่งขาดทุน
เริ่มใช้เลเวอเรจก่อนฝึกเทรดให้เชี่ยวชาญ
นี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่สำคัญที่สุด
เลเวอเรจทำให้การเทรดน่าตื่นเต้นขึ้น เพราะการเคลื่อนไหวของตลาดเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างเปอร์เซ็นต์กำไรที่สูงขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่การขาดทุนก็เพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกัน ด้วยเหตุนี้หน่วยงานกำกับดูแลจึงกำหนดให้โบรกเกอร์แสดงคำเตือน รวมถึงบังคับให้กำหนดขีดจำกัดเลเวอเรจ การคุ้มครองมาร์จิ้น และการป้องกันยอดคงเหลือติดลบสำหรับลูกค้ารายย่อย คำแนะนำของ SEC สำหรับนักลงทุนเกี่ยวกับการเดย์เทรดได้เน้นย้ำประเด็นเดียวกันอย่างชัดเจนว่า การเดย์เทรดมีความเสี่ยงสูงมาก มักใช้เงินยืม และเทรดเดอร์จำนวนมากไม่เคยผ่านพ้นช่วงขาดทุนไปได้เลย
มือใหม่ที่ใช้บัญชีขนาดเล็กมักทำผิดพลาดเหมือนกันหมด ชอบคิดว่าทางเดียวที่จะทำเงินได้เร็วๆ เป็นกอบเป็นกำคือเทรดให้มากเข้าไว้ ซึ่งนำไปสู่จุดจบสองแบบ ไม่บัญชีเสียหายหนักอย่างรวดเร็ว เทรดเดอร์ก็หมกมุ่นอยู่กับทุกการเคลื่อนไหวของราคาที่ขยับจนเลิกทำตามกระบวนการคิดที่มีเหตุผล
หลงคิดว่ายิ่งทำกิจกรรม ยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จ
เทรดเดอร์มือใหม่จำนวนมากเชื่อว่ายิ่งทำกิจกรรมมากเท่าไร ยิ่งแปลว่ากำลังได้เรียนรู้มากขึ้น ดังนั้นจึงเทรดอยู่ตลอดเวลา เทรดในจังหวะที่ไม่ชัดเจน รีบกลับเข้าตลาดทันทีหลังโดนตัดขาดทุน ไล่ตามความเคลื่อนไหวที่ตกรถไปเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว สิ่งที่ดูเหมือนความพยายามกลับเป็นการทำให้เงินทุนค่อยๆ หายไปทีละน้อย
SEC ย้ำเตือนเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เดย์เทรดไม่ใช่แค่เสี่ยง แต่ยังมีค่าใช้จ่ายสูง เครียด และต้องใช้ความทุ่มเท ต้นทุนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความเหนื่อยล้าก็สำคัญไม่แพ้กัน ตลาดไม่ได้ให้รางวัลแค่เพราะพยายาม แต่จะให้รางวัลกับการตัดสินใจที่รอบคอบ ความอดทน และการทำตามแผนเดิมเป็นประจำอย่างคงเส้นคงวา
ไม่มีกรอบการจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจัง
นี่คือสิ่งที่เนื้อหาสอนเทรดส่วนใหญ่บนโซเชียลมีเดียทำพลาดอย่างมาก มุ่งแต่สอนจุดเข้าเทรดมากเกินไป และแทบไม่พูดถึงเรื่องการเอาตัวรอดเลย
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ขาดทุนไม่ได้ล้มเหลวเพราะอ่านรูปแบบกราฟไม่ได้ แต่ล้มเหลวเพราะสาเหตุดังต่อไปนี้
● เสี่ยงมากเกินไปในการเทรดแต่ละครั้ง
● ขยับจุดตัดหยุดขาดทุนให้กว้างขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทาง
● เก็บกำไรเร็วเกินไปและปล่อยให้การขาดทุนบานปลาย
● เทรดต่อหลังจากขาดทุนหนัก
● ไม่ได้เขียนแผนที่กำหนดขนาดสถานะ ขีดจำกัดความเสี่ยง หรือตรวจสอบผลการเทรด
โลกของการแคปหน้าจอโชว์กำไรมักไม่พูดถึงเรื่องนี้ ต่อให้จุดเข้าเทรดดีแค่ไหน หากจัดการความเสี่ยงแบบประมาททุกอย่างก็จบ
คาดหวังว่าจะโกยกำไรจากการเทรด ทั้งที่ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
อีกหนึ่งความจริงที่หลายคนไม่อยากยอมรับ มือใหม่มักตั้งความคาดหวังว่าตนเองจะทำเงินได้จำนวนมากเหมือนเทรดเดอร์มืออาชีพที่มีประสบการณ์ ทั้งๆ ที่เพิ่งอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของการเรียนรู้ทักษะที่ยากมาก
ความคิดแบบนี้ฟังดูไร้เหตุผลในแทบทุกสาขาอาชีพ ไม่มีใครคาดหวังหรอกว่าตนเองจะสามารถเป็นทนายความ ศัลยแพทย์ หรือนักบินที่เชี่ยวชาญได้ในเวลาไม่กี่เดือน เพียงเพราะแค่นั่งดูวิดีโอและซื้อซอฟต์แวร์มาใช้ การเทรดมักถูกโฆษณาไปอีกแบบ จนทำให้ผู้คนมองว่าขั้นตอนการเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น แต่ความจริงแล้วสำคัญมาก
หลักฐานทางวิชาการบอกความจริงที่โหดร้าย
การเปิดเผยความเสี่ยงของโบรกเกอร์ไม่ใช่สัญญาณเตือนเพียงอย่างเดียว หลักฐานจากงานวิจัยทางวิชาการชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
งานวิจัยของ UC Berkeley เกี่ยวกับทักษะเดย์เทรดแสดงให้เห็นว่า ความน่าจะเป็นของพื้นฐานในการทำกำไรอยู่ที่ประมาณ 13% ซึ่งหมายความว่าในกลุ่มตัวอย่างมีประมาณ 87% ของเทรดเดอร์สายเดย์เทรดขาดทุนโดยไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น อีกหนึ่งงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงบ่อยเกี่ยวกับตลาดฟิวเจอร์สหุ้นบราซิลชี้ว่า 97% ของเทรดเดอร์รายย่อยที่ทำการเดย์เทรดยังดันทุรังเทรดติดต่อกันนานกว่า 300 วันทั้งที่กำลังขาดทุนอยู่ และมีเพียงส่วนน้อยมากๆ ที่สามารถทำกำไรได้เทียบเท่ารายได้ประจำ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สถิติสากลสำหรับทุกตลาด หรือทุกสไตล์การเทรด และไม่ควรตีความแบบนั้น แต่เมื่อพิจารณารวมกัน ตัวเลขเหล่านี้ช่วยตอกย้ำข้อความเดียวกับที่โบรกเกอร์เตือนว่า การทำเงินได้อย่างยั่งยืนของรายย่อยที่เก็งกำไรเชิงรุกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก
เส้นบางๆ ตรงนี้แหละเป็นตัวตัดสิน งานวิจัยหนึ่งอาจครอบคลุมตลาดเดียว ช่วงเวลาเดียว โครงสร้างต้นทุนเดียว หรือสไตล์การเทรดแบบเดียว ซึ่งนั่นไม่ได้แปลว่าจะไร้ความหมาย เพียงแต่ข้อสรุปที่ถูกต้องไม่ใช่ “97% ขาดทุนเสมอ” ข้อสรุปที่ถูกต้องคือ หลักฐานอิสระจากหลายแหล่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การเทรดเป็นเรื่องยาก และกลุ่มที่ทำกำไรได้จริงมีน้อย
การเทรดและการลงทุนเป็นคนละเรื่อง
เรื่องนี้เป็นความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจ
การเทรดเป็นการตัดสินใจในช่วงเวลาสั้นๆ ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา การดำเนินการ ขนาดของสถานะ และการบริหารความเสี่ยง ส่วนการลงทุนอยู่บนพื้นฐานของกรอบเวลาที่ยาวกว่า กระจายการลงทุนกว้างกว่า และการปล่อยให้เวลาทำงานช่วยสร้างผลตอบแทน เมื่อหลายคนเหมารวมการเทรดและการลงทุนเข้าด้วยกัน มักทำให้หลงเปรียบเทียบกิจกรรมของสองอย่างที่ต้องใช้พื้นฐานทักษะและเป้าหมายที่ต่างกันคนละเรื่อง
ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า “เทรดเดอร์ส่วนมากขาดทุน” ไม่ควรเหมารวมว่า “คนส่วนใหญ่ที่พยายามสร้างความมั่งคั่งมักลงเอยด้วยการขาดทุน” เพราะสองประโยคต่างกันสิ้นเชิง คนที่ค่อยๆ สร้างการลงทุนระยะยาวให้ครอบคลุมหลายตลาดกำลังทำสิ่งที่แตกต่างจากเทรดเดอร์รายย่อยที่ทำการเดิมพันซ้ำๆ ด้วยการใช้เลเวอเรจในช่วงเวลาสั้นๆ
เทรดเดอร์ทำเงินได้จริงหรือไม่
แน่นอนว่าทำเงินได้ แต่ต้องตีความคำตอบอย่างระมัดระวัง
การที่ข้อมูลชี้ว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่ได้หมายความว่าการทำกำไรจะเป็นไปไม่ได้ แต่บ่งบอกว่าการทำกำไรเป็นสิ่งที่ยากมาก จึงไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องง่าย แม้แต่งานวิจัยของ Berkeley ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ท้าทายสำหรับเทรดเดอร์ที่เพิ่งเริ่มต้น พบว่ามีเทรดเดอร์บางคนทำผลงานได้ดีกว่าคนอื่น โดยเฉพาะกลุ่มเทรดเดอร์ที่มีสถิติความสำเร็จในอดีตมากกว่าและมีทักษะการเทรดที่เชี่ยวชาญมากกว่า นั่นไม่ได้หมายความว่า “ใครๆ ก็ทำกำไรได้” แต่สิ่งที่กล่าวมาเป็นประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลย คนที่เทรดได้กำไรมีอยู่จริง แต่มีน้อยกว่าที่ตลาดบอก
ข้อสรุปที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุดคือ การเทรดที่ได้กำไรมักเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยาวนานและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ใช่ความอัจฉริยะ ไม่ใช่ความตื่นเต้นเร้าใจ ไม่ใช่การเฟ้นหาตัวชี้วัดที่สมบูรณ์แบบ แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการบริหารความเสี่ยง ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ความอดทน และความตั้งใจที่จะมองการเทรดเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ทางลัด
คนส่วนน้อยที่ทำกำไรได้มักจะทำอะไรแตกต่างออกไป
เทรดเดอร์ที่อยู่รอดได้นานพอจนสามารถทำเงินได้อย่างสม่ำเสมอมักทำบางอย่างที่เหมือนกัน
● นึกถึงความเสี่ยงก่อนผลตอบแทน
● เทรดด้วยขนาดเล็กกว่าที่มือใหม่คาดคิด
● ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตลาดตลอดเวลา
● ติดตามการเทรดของตนเองและประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา
● เข้าใจว่าเทรดเดียวไม่ได้มีผลมากนัก แต่การเทรดที่จัดการไม่ดีร้อยครั้งสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรง
ส่วนใหญ่จะไม่ได้เน้น “ทำเงินก้อนโต” และเริ่มโฟกัสการสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองอยู่รอด ฟังดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าไร แต่สะท้อนแนวคิดของเทรดเดอร์ผู้ประสบความสำเร็จที่ยืนหยัดอยู่ได้นาน
การตั้งเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความจริงสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
มือใหม่หัดเทรดที่เพิ่งเริ่มไม่ควรตั้งเป้าหมายแรกว่า “ทำเงินให้ได้เท่ารายได้ประจำ” แต่ควรเน้นที่การรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้อยู่รอดได้นานพอที่จะเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะให้เก่งขึ้น
นั่นหมายถึงขนาดเทรดที่เล็กลง ใช้เลเวอเรจน้อยลง ทำการเทรดน้อยลง และให้ความสำคัญกับกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ นอกจากนี้ต้องเข้าใจว่าช่วงเริ่มต้นมักเป็นช่วงที่รู้สึกว่าช้าและน่าหงุดหงิด ตลาดไม่ได้หยิบยื่นความมั่นใจให้ก่อนแล้วค่อยให้ทักษะตามมาทีหลัง แต่ความจริงแล้วมักตรงกันข้าม
เมื่อมองในมุมนี้ บทเรียนที่แท้จริงเบื้องหลังข้อคิดที่ว่า “90% ของเทรดเดอร์ล้มเหลว” ไม่ได้สื่อว่า “อย่าได้ลองเด็ดขาด” แต่เป็นการบอกว่า “อย่าเดินเข้าสู่เกมที่ยาก เพียงเพราะคิดว่าแค่มุ่งมั่นเต็มร้อยก็เพียงพอแล้ว”
ทำไมการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่คนทั่วไปคิด
คำเตือนความเสี่ยงมักถูกมองข้ามได้ง่ายเพราะว่าพบเห็นได้ทั่วไป แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเรียบง่าย ความเป็นมาตรฐานเดียวกัน และยากที่จะบิดเบือน ซึ่งช่วยดึงสติสู่ความจริง
ในช่วงปลายปี 2025 หน่วยงาน FCA ได้ออกมาเตือนอีกครั้งว่า CFD เป็นผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง พร้อมชี้ว่ามาตรการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยของทางหน่วยงานช่วยป้องกันไม่ให้คนเกือบ 400,000 คนต่อปีต้องเสี่ยงสูญเสียเงินเกินกว่าที่ลงทุนไป โดยมีมูลค่าการคุ้มครองผู้บริโภคที่ประเมินได้หลายร้อยล้านปอนด์ ถ้อยแถลงเช่นนี้สะท้อนว่าทางหน่วยงานไม่ได้มอง CFD ว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่อันตราย แต่กลับชี้ชัดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการขาดทุนที่เกิดขึ้นบ่อยในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย จนจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด
ดังนั้นจึงต้องพิจารณาคำโฆษณาการเทรดที่ดูหวือหวาด้วยความระมัดระวัง โบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือมีหน้าที่ต้องบอกให้ชัดว่ามีบัญชีรายย่อยกี่เปอร์เซ็นต์ที่ขาดทุน คนทำคอนเทนต์โปรโมตในโซเชียลมีเดียมักนำเสนอแต่ด้านที่ประสบความสำเร็จ
บทสรุป
สรุปว่าจริงหรือไม่ที่ 90% ของเทรดเดอร์ขาดทุน?
ความจริงแล้วไม่ใช่ตัวเลขเท่านี้เสมอไป แต่ถ้าตัดเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาแล้วพิจารณาจากข้อมูลที่หน่วยงานกำกับดูแลและงานวิจัยการเทรดเปิดเผย ข้อสรุปก็ยังคงน่ากังวลอยู่ดี เพราะสะท้อนให้เห็นว่า เทรดเดอร์รายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน โดยเฉพาะตลาดระยะสั้นที่ใช้เลเวอเรจ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ข้อเท็จจริงหลักยังคงเหมือนเดิม
ข้อมูลตัวเลขนี้ไม่ควรนำมาใช้เพื่อสร้างความหวาดกลัว แต่ควรใช้ปรับความคาดหวังให้เหมาะสม การเทรดไม่ใช่วิธีการทำเงินแบบง่ายๆ แต่เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง ต้องเจอกับผู้คนและระบบที่มักมีเครื่องมือครบครันกว่า เงินทุนมากกว่า และประสบการณ์เชี่ยวชาญกว่า ท้ายที่สุดแล้วเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมักเริ่มต้นด้วยการยอมรับความจริง ไม่พยายามหาเหตุผลมาคัดค้าน
