0 min read 

กฎเหล็กของการผสม

เมื่อเป็นเรื่องของการผสมตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน มีกฎหนึ่งข้อ: ห้ามทำมากเกินไป
การมีตัวชี้วัดหลายอันบนกราฟไม่ได้ช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ของคุณ ในทางกลับกัน มันสามารถทำให้คุณสับสนและมอบหรือยืนยันสัญญาณผิดได้

ก่อนที่จะไปทำการผสมตัวชี้วัดสิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างตัวชี้วัด ตัวชี้วัดทั้งหมดสามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ได้:

1) ตัวชี้วัดแนวโน้ม ตัวชี้วัดติดตามแนวโน้มมีราคาราบเรียบและติดตามเส้นแนวโน้มของกราฟ อ้างอิงตามผลงานของสินทรัพย์ในอดีตและแสดงแนวโน้มราคาและความแข็งแกร่ง ตัวชี้วัดเหล่านี้มักถูกวางบนเส้นกราฟ

2) ตัวชี้วัดโมเมนตัม (ออสซิลเลเตอร์)ตัวชี้วัดเหล่านี้เน้นไปที่การกำหนดระดับ overbought และ oversold และมีประสิทธิภาพในการค้นหาจุดย้อนกลับของราคา มักถูกแสดงใต้กราฟ ทำให้แยกแยะได้ง่ายจากตัวชี้วัดแนวโน้ม

3) ตัวชี้วัดปริมาณ คลาสของตัวชี้วัดนี้แสดงปริมาณของสินทรัพย์ที่เทรด การติดตามปริมาณมีประโยชน์เพื่อการมองเห็นว่าความเคลื่อนไหวของราคาแข็งแกร่งขนาดไหน

4) ตัวชี้วัดควาผันผวน ตัวชี้วัดเหล่านี้แสดงว่าราคาของสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปเท่าไรในช่วงเวลาที่กำหนด ราคาต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อที่นักเทรดจะสามารถเทรดได้ แต่ความผันผวนสูงเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูง

เมื่อทำการผสมตัวชี้วัด เป็นที่นิยมกว่าในการใช้ตัวชี้วัดจากกลุ่มที่แตกต่างกัน แทนที่จะเป็นตัวชี้วัดหลายอันประเภทเดียวกัน มาดูกันที่ตัวอย่างของการผสมผสานตัวชี้วัดที่เป็นประโยชน์ 3 อัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการเทรดได้

RSI + Bollinger Bands

RSI คือออสซิลเลเตอร์ที่มีระดับมาตรฐาน 70 และ 30 แสดงบนกราฟ มันคือเส้นที่เปลี่ยนแปลงระหว่างค่า 0 และ 100 และเมื่อเส้นเข้าใกล้ 70 สินทรัพย์จะถูกพิจารณาว่าเป็น overbought เมื่อเข้าใกล้ 30 จะถูกพิจารณาว่าเป็น oversold

Bollinger Bands (BB) ประกอบด้วยเส้น 3 เส้น: one exponential moving average (EMA) และช่องราคา 2 อัน ข้างบนและข้างล่าง เป็นการแสดงช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลงสูงและต่ำของสินทรัพย์ แบนด์ยิ่งกว้าง ความผันผวนยิ่งสูงและความเคลื่อนไหวยิ่งรุนแรง

ด้วยตัวชี้วัด 2 อัน นี้ผสมกัน จะได้รับสัญญาณซื้อเมื่อแท่งเทียนตัดที่เส้นล่างของ BB และเส้น RSI ตัดระดับ oversold และเริ่มเคลื่อนที่ขึ้น จะได้รับสัญญาณขายเมื่อกราฟตัดที่แบนด์ข้างบนและ RSI อยู่ในระดับ overbought เริ่มที่จะย้อนกลับลงมา

ทั้ง RSI และ BB ยืนยันสัญญาณขาย

SMA + Stochastic

Simple Moving Average (SMA) ถือว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานแต่ทำให้ความผันผวนของราคา (คลื่นรบกวน) ราบเรียบซึ่งสามารถช่วยนักเทรดให้มองเห็นภาพที่แท้จริงของทิศทางตลาด

Stochastic Oscillator แสดงระดับ overbought และ oversold ที่เป็นไปได้ นี่คือตัวชี้วัดนำและจะมอบการชี้วัดสำหรับการย้อนกลับของราคาที่เป็นไปได้ ทำงานได้ดีเมื่อผสมรวมกับตัวชี้วัดที่ล่าช้า เช่น SMA ซึ่งถูกคำนวณบนพื้นฐานของข้อมูลในอดีตของสินทรัพย์

การใช้ตัวชี้วัด 2 อัน นี้ด้วยกัน อาจได้รับสัญญาณต่อไปนี้ เมื่อตลาดทะลุเส้น SMA จากด้านล่างขาขุ้นและเส้นสีฟ้าของ Stochastic ตัดเส้นสีแดงขาขึ้น อาจเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาขึ้น จะได้รับสัญญาณของแนวโน้มขาลงเมื่อตลาดตัดเส้น SMA จากข้างบนขาลงและ Stochastic แสดงเส้นสีฟ้าตัดเส้นสีแดงขาลง

SMA และ Stochastic มอบสัญญาณของแนวโน้มขาขึ้น

ATR + Parabolic SAR

ATR คือตัวชี้วัดความผันผวน มันไม่แสดงทิศทางของแนวโน้ม แต่มันวัดความผัวผวนของตลาด และเมื่อตลาดไม่คงที่ มันจะแสดงโอกาสในการเทรดที่เป็นไปได้ ในเวลาเดียวกัน ATR สามารถช่วยนักเทรดตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดระดับ Stop Loss ได้ ในช่วงความผันผวนสูง มีความเสี่ยงสู ซึ่งอาจจัดการได้ด้วย Stop Loss

การผสม ATR กับ Parabolic SAR – ตัวชี้วัดแนวโน้ม – อาจช่วยนักเทรดค้นหาจุดเข้าตลาดได้ระหว่างตลาดที่กำลังมีแนวโน้มขณะที่กำหนดระดับ Take Profit และ Stop Loss ได้แม่นยำมากขึ้น

การผสมผสานตัวชี้วัดเหล่านี้ นักเทรดอาจเฝ้าดูสัญญาณที่จะได้รับจาก Parabolic SAR จะได้รับสัญญาณซื้อเมื่อเส้นประอยู่ด้านล่างกราฟราคา จะได้รับสัญญาณซื้อเมื่อเส้นประอยู่ด้านบนกราฟราคา จุดเข้าตลาดที่เป็นไปได้ถูกทำเครื่องหมายเมื่อ Parabolic เคลื่อนที่จากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่งหนึ่ง (ยกตัวอย่าง เปลี่ยนแปลงจากอยู่ข้างบนกราฟแท่งเทียนไปข้างล่าง)

Parabolic SAR แสดงจุดย้อนกลับที่เป็นไปได้ ขณะที่ ATR แสดงช่วงเวลาของความผันผวนสูงและต่ำ

สรุป

การผสมผสานของตัวชี้วัดทางเทคนิคอาจเป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ทรงพลังและการเข้าใจวิธีการทำงานคือสิ่งที่มีค่าอย่างมากสำหรับนักเทรด จากที่กล่าวไป สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าไม่มีตัวชี้วัดหรือการผสมผสานอะไรที่จะแสดงตัวชี้วัดแม่นยำ 100% ตลอดเวลา ตัวชี้วัดใดๆ อาจแสดงสัญญาณลวงเป็นบางครั้ง ซึ่งนั่นคือสาเหตุว่าทำไมนักเทรดต้องใช้กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงที่จำเป็น

เทรดตอนนี้