การเทรดก่อนตลาดเปิด (Pre-Market) เป็นการซื้อขายหุ้นที่เกิดขึ้นก่อนตลาดเปิดอย่างเป็นทางการ ปกติแล้วจะเทรดก่อนเวลา 9.30 น. ตามเขตเวลาฝั่งตะวันออกของตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเทรดนอกช่วงเวลาปกติ สภาพตลาดในช่วงนี้จะเบาบางกว่าและไม่นิ่งเท่าช่วงเวลาปกติ
ประโยคดังกล่าวสามารถชี้ให้เห็นว่าทำไมราคาก่อนตลาดเปิดจึงอาจทำให้สับสน เมื่อเช็กหุ้นตอนเวลา 8.10 น. แล้วเห็นว่าบวก 6% ก็อาจคิดว่าตลาดกำลัง “บอกความจริง” ว่าราคาเปิดตลาดจะอยู่ที่ระดับนั้น บางทีก็เป็นแบบนั้น แต่บ่อยครั้งมักเป็นเพียงแค่การตอบสนองในช่วงแรกของตลาดตอนที่คนยังน้อย สภาพคล่องต่ำ และสเปรดกว้าง
ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่มือใหม่ต้องเข้าใจ การเคลื่อนไหวช่วงก่อนตลาดเปิดมีความสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องตีความตามที่คนส่วนใหญ่คิดเสมอไป
ราคาหุ้นสามารถพุ่งขึ้นก่อนตลาดเปิดหลังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการ ข้อมูลเศรษฐกิจ ความเห็นของนักวิเคราะห์ หรือข่าวทั่วโลกชั่วข้ามคืน แต่การเคลื่อนไหวเหล่านั้นเกิดขึ้นก่อนที่ตลาดจะเปิดเข้าสู่การซื้อขายจริงเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้ราคาไวต่อข่าวมากขึ้น น่าเชื่อถือต่ำกว่า และเสี่ยงต่อการตีความผิดได้ง่ายกว่าช่วงเวลาซื้อขายปกติ
การเทรดช่วง Pre-Market คืออะไร

การเทรดช่วง Pre-Market เป็นการซื้อขายหุ้นก่อนเวลาตลาดเปิดอย่างเป็นทางการ
ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงเวลาซื้อขายปกติของตลาดหลักจะเริ่มต้นที่เวลา 9.30 น. (ตามเวลา ET) การซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนตลาดเปิดเรียกว่าการเทรดช่วง Pre-Market ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในรูปแบบการซื้อขายนอกเวลาทำการที่ครอบคลุมทั้งช่วงก่อนตลาดเปิดและนอกเวลาทำการ
ฟังดูเหมือนง่าย แต่มีหนึ่งจุดสำคัญตรงที่ การเทรดช่วง Pre-Market ไม่ใช่แค่ “การเทรดปกติที่เริ่มก่อนเวลา” กลไกพื้นฐานของตลาดยังคงเหมือนเดิม ผู้ซื้อกับผู้ขายได้รับการจับคู่คำสั่งซื้อขาย แต่สภาวะของตลาดแตกต่างจากช่วงเวลาปกติอย่างมาก
หากเคยเห็นราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวบวกหรือลบก่อนถึงเวลาตลาดเปิด นั่นหมายความว่าช่วงของการซื้อขายก่อนตลาดเปิดที่กำลังเกิดขึ้น ตลาดได้ตอบสนองต่อข้อมูลใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เล็กกว่าและสภาพคล่องน้อยกว่า
คำจำกัดความแบบเข้าใจง่ายๆ
การเทรดช่วง Pre-Market เป็นช่วงซื้อขายก่อนตลาดเปิดที่ราคาหุ้นเริ่มตอบสนองต่อข่าวที่เกิดขึ้นจากเมื่อคืนที่ผ่านมาก่อนที่ตลาดจะเปิดเต็มรูปแบบ
ด้วยเหตุนี้การเทรดช่วง Pre-Market จึงเกี่ยวข้องกับสองประเด็น
● จังหวะเวลา – เกิดขึ้นก่อนที่ช่วงการเทรดปกติจะเริ่มต้น
● คุณภาพของตลาด – เกิดขึ้นในช่วงที่มีผู้เข้าร่วมตลาดน้อยกว่าปกติ
บทความสำหรับมือใหม่ส่วนใหญ่มักมองข้ามประเด็นที่สอง ทั้งที่เป็นส่วนที่ทำให้สับสนมากที่สุด
ชั่วโมงเทรด Pre-Market คือช่วงไหน
ในตลาดสหรัฐ ชั่วโมงซื้อขายช่วง Pre-Market มักเริ่มตั้งแต่เวลา 4.00 น. (ตามเวลา ET) ไปจนถึง 9.30 น. (ตามเวลา ET)
นั่นคือช่วงเวลาปกติทั่วไป แต่ความเป็นจริงมีสองปัจจัยที่สำคัญกว่านาฬิกาบอกเวลา
การเข้าถึงไม่ได้เหมือนกันเสมอไป
การเข้าถึงช่วง Pre-Market ไม่ได้เหมือนกันสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคน การเข้าถึงจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และสิทธิ์ของบัญชี ดังนั้นเทรดเดอร์บางคนอาจสามารถเทรดได้แค่บางช่วงของเวลานี้
กิจกรรมไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง
ในทางเทคนิคแล้ว หุ้นอาจเริ่มซื้อขายได้ตั้งแต่เวลา 4.15 น. (ตามเวลา ET) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการซื้อขายที่คึกคัก ซึ่งหลายกรณี ช่วงเวลาดังกล่าวจะเริ่มคึกคักขึ้นอย่างมากเมื่อใกล้ถึงเวลาเปิดตลาด โดยเฉพาะหากมีการประกาศผลประกอบการหรือมีข่าวเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ
นั่นหมายความว่าช่วง Pre-Market มีประโยชน์ แต่อาจทำให้มือใหม่เข้าใจผิดว่าช่วง Pre-Market ทั้งหมดมีพฤติกรรมเหมือนกัน ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น การเคลื่อนไหวที่เวลา 8.55 น. มักเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่คึกคักมากกว่าช่วงเวลา 4.20 น.
ดังนั้นหากถามว่าการเทรดช่วง Pre-Market เริ่มต้นตอนไหน คำตอบที่ถูกต้องมีดังนี้
ปกติจะเริ่มประมาณ 4.00 น. และต่อเนื่องไปจนกระทั่งตลาดปกติเปิดทำการที่เวลา 09.30 น. (ตามเวลา ET) แต่การเข้าถึงและความคึกคักอาจแตกต่างกัน
การเทรดช่วง Pre-Market มีลักษณะอย่างไร
การเทรดช่วง Pre-Market มักดำเนินการผ่านระบบเครือข่ายการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ECN
สรุปง่ายๆ ได้ว่าคำสั่งซื้อขายจะถูกจับคู่กันแบบอิเล็กทรอนิกส์ หากมีผู้ซื้อและผู้ขายที่ยอมรับราคาที่ตรงกัน การซื้อขายก็สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่มีราคาที่ตรงกัน คำสั่งซื้อขายอาจต้องรอจับคู่ ได้รับการจับคู่บางส่วน หรือไม่ถูกจับคู่เลย
นี่เป็นหนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงตลาดปกติ เพราะช่วงเวลาปกติจะมีผู้เข้าร่วมตลาดมากกว่า ในขณะที่การเทรดช่วง Pre-Market มักเบาบางกว่า ทำให้พฤติกรรมของราคาและการจับคู่คำสั่งมีลักษณะแตกต่างออกไป
ความหมายในแง่ของการใช้งานจริง
การเทรดช่วง Pre-Market มีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าจึงส่งผลต่อตลาดดังนี้
● ราคาสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้นแม้ว่าปริมาณซื้อขายจะน้อย
● สเปรดมักกว้างกว่า
● คำสั่งซื้อขายอาจไม่ถูกจับคู่อย่างราบรื่น
● ข่าวเดียวสามารถสร้างผลกระทบรุนแรงกว่าปกติ
ดังนั้นกลไกการทำงานของการเทรดช่วง Pre-Market จึงไม่ใช่แค่ประเด็นคำถามเชิงเทคนิค แต่ยังเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของพฤติกรรมราคา
หุ้นที่ดูเหมือน “แข็งแกร่ง” ในช่วง Pre-Market อาจเป็นแค่การตอบสนองในตลาดที่มีคำสั่งซื้อขายน้อย เมื่อช่วงเวลาการเทรดปกติเริ่มต้นและมีผู้เข้าร่วมตลาดเพิ่มมากขึ้น การเคลื่อนไหวของราคาแบบเดิมอาจยังคงอยู่ อ่อนลง หรือกลับตัว
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมในช่วง Pre-Market ไม่มีประโยชน์ แต่หมายความว่าควรตีความพฤติกรรมราคาด้วยความระมัดระวังมากกว่าช่วงเวลาเทรดปกติ
ทำไมต้องมีการเทรดช่วง Pre-Market
การเทรดช่วง Pre-Market เกิดขึ้นเพราะตลาดยังคงได้รับข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอด เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเปิดตลาด
การตอบสนองต่อข่าว
หนึ่งในเหตุผลหลักที่มีการเทรดช่วง Pre-Market นั่นเพราะว่าตลาดสามารถเริ่มตอบสนองต่อข้อมูลใหม่ก่อนถึงช่วงเวลาตลาดเปิดปกติ ข้อมูลที่ตลาดตอบสนองมีดังนี้
● รายงานผลประกอบการ
● ประกาศข่าวเศรษฐกิจ
● ประกาศจากบริษัท
● การปรับมุมมองของนักวิเคราะห์
● สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความเคลื่อนไหวของตลาดโลกที่เกิดขึ้นข้ามคืน
หากมีข่าวสำคัญออกมาตอน 7.00 น. (ตามเวลา ET) ผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมากย่อมไม่อยากรอจนถึงเวลา 9.30 น. (ตามเวลา ET) เพื่อเริ่มตอบสนอง
การค้นหาราคาที่เหมาะสม
การเทรดช่วง Pre-Market ช่วยในการค้นหาราคาที่เหมาะสม ซึ่งหมายความว่าตลาดเริ่มปรับตัวตามข้อมูลใหม่ได้เร็วขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกๆ
ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าหุ้นมักจะไม่ได้เปิดใกล้ราคาปิดของวันก่อนหน้า เนื่องจากการปรับราคาอาจกำลังเกิดขึ้นแล้วในการเทรดช่วง Pre-Market
การใช้งานในระดับสถาบันและมืออาชีพ
สถาบันและเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จะใช้ช่วง Pre-Market เพราะต้องการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงข้ามคืนให้เร็วที่สุด ไม่ได้เทรดเพราะ Pre-Market “ดีกว่า” แต่ช่วยให้ตอบสนองได้ก่อน
ประโยชน์ของข้อมูล
ส่วนนี้เป็นสิ่งที่ต้องการเน้นให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนมากขึ้น แม้ว่าบางคนจะไม่เคยเทรดในช่วง Pre-Market มาก่อน แต่ก็สามารถใช้ช่วงเวลานี้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ได้
การเทรดช่วงก่อนตลาดเปิดสามารถช่วยตอบคำถามต่างๆ ดังเช่นต่อไปนี้
● ตลาดตอบสนองต่อผลประกอบการอย่างรุนแรงหรือขยับแค่นิดเดียว
● หุ้นตัวไหนกำลังได้รับความสนใจสูงผิดปกติ
● ข่าวที่เกิดขึ้นระหว่างคืนส่งผลให้เซนติเมนต์ตลาดเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ Pre-Market มีประโยชน์ในแง่ของข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่การส่งคำสั่งซื้อขายเท่านั้น
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Pre-Market กับช่วงตลาดปกติ
ดูการเปรียบเทียบที่สรุปส่วนสำคัญให้เข้าใจง่าย
| ลักษณะเด่น | Pre-Market | ตลาดปกติ |
| สภาพคล่อง | ต่ำกว่า | สูงกว่า |
| ความผันผวน | สูงกว่า | นิ่งกว่า |
| ผู้เข้าร่วม | มีจำกัด | มากกว่า |
| สเปรด | กว้างกว่า | แคบกว่า |
ตารางนี้สรุปส่วนสำคัญเพื่ออธิบายว่าทำไมราคาในช่วง Pre-Market ถึงดูเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง แต่ไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือ
สภาพคล่องลดลง
มักมีผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดน้อยกว่าปกติ หมายความว่าการเทรดไม่ได้ราบรื่นเหมือนช่วงเวลาปกติ และยากที่จะเชื่อถือได้ว่าการเคลื่อนไหวของราคาสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดโดยรวม
ความผันผวนสูงขึ้น
กระแสคำสั่งซื้อขายที่น้อยกว่าสามารถทำให้ราคาเคลื่อนไหวได้มากกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กราฟ Pre-Market มักดูแกว่งเร็ว
ผู้เข้าร่วมตลาดมีจำกัด
ผู้เข้าร่วมตลาดยังไม่ได้เข้ามาเทรดกันทั้งหมด ดังนั้นพฤติกรรมราคาในช่วง Pre-Market อาจสะท้อนตลาดเพียงบางส่วนในมุมมองแคบๆ เมื่อเทียบกับที่เห็นหลังตลาดเปิดเวลา 9.30 น. (ตามเวลา ET)
สเปรดกว้างขึ้น
ความแตกต่างระหว่างราคาที่ผู้ซื้อเสนอและราคาที่ผู้ขายต้องการมักกว้างกว่า ทำให้การจับคู่คำสั่งซื้อขายไม่ราบรื่นอย่างที่มือใหม่หลายคนคาดหวัง
รูปภาพ – เปรียบเทียบสภาพคล่อง
ใส่ภาพกราฟิกง่ายๆ แสดงกิจกรรมที่เบาบางในการเทรดช่วง Pre-Market และผู้เข้าร่วมที่หนาแน่นกว่าในช่วงเวลาปกติ
คำอธิบายที่แนะนำ – ราคาในช่วง Pre-Market สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนผู้เข้าร่วมตลาดน้อยกว่า
หากต้องจำความแตกต่างเพียงอย่างเดียว ให้จำว่า ราคาในช่วง Pre-Market เป็นของจริง แต่เกิดขึ้นในสภาวะตลาดที่ปริมาณซื้อขายเบาบาง
ความเสี่ยงของการเทรดช่วง Pre-Market
หัวข้อความเสี่ยงเป็นส่วนที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด
หากถามว่าการเทรดช่วง Pre-Market เสี่ยงหรือไม่ ตอบตรงๆ ได้เลยว่าเสี่ยง และมักเสี่ยงกว่าการเทรดในช่วงเวลาทำการปกติ โดยเฉพาะในแง่ของการส่งคำสั่งซื้อขายและการอ่านสัญญาณตลาด
สภาพคล่องต่ำ
จำนวนผู้ซื้อและผู้ขายที่น้อยกว่า ทำให้การซื้อขายในราคาที่ต้องการทำได้ยากขึ้น สภาพคล่องที่เบาบางไม่ใช่แค่ประเด็นทางเทคนิค แต่ส่งผลกระทบต่อมุมมองความเชื่อมั่นที่มีต่อตลาด
ความผันผวนสูง
การเคลื่อนไหวของราคาในช่วง Pre-Market อาจรุนแรง โดยเฉพาะหลังประกาศผลประกอบการหรือมีข่าวใหญ่ อาจทำให้ดูน่าตื่นเต้น แต่ก็เทรดได้ยากขึ้นและผิดพลาดได้ง่ายกว่า
สเปรดกว้างขึ้น
สเปรด Bid-Ask ที่กว้างขึ้นหมายความว่ามีต้นทุนมากขึ้นระหว่างราคาที่ผู้ซื้อยอมจ่ายและราคาที่ผู้ขายต้องการ ทำให้การเทรดมีต้นทุนจริงสูงขึ้น
ข้อมูลจำกัด
บางครั้งตลาดก็ตอบสนองก่อนที่จะเห็นภาพรวมทั้งหมดอย่างชัดเจน ข่าวอาจเป็นข่าวดีหรือข่าวเชิงลบในตอนแรก แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดอาจนำไปสู่การตอบสนองที่แตกต่างออกไปในภายหลัง
ความเสี่ยงของการจับคู่คำสั่งซื้อขาย
คำสั่งซื้อขายอาจไม่ถูกจับคู่ อาจถูกจับคู่เพียงบางส่วน หรืออาจถูกจับคู่ได้ราคาที่ไม่ต้องการ ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับหุ้นที่เคลื่อนไหวเร็วหรือมีการซื้อขายน้อย
| ความเสี่ยง | ความหมาย |
| สภาพคล่องต่ำ | มีผู้ซื้อและผู้ขายน้อยกว่าปกติ |
| ความผันผวนสูง | ราคาสามารถเหวี่ยงขึ้นลงแรงกว่าช่วงปกติ |
| สเปรดกว้างขึ้น | ช่องว่างราคา Bid-Ask มักกว้างกว่า |
| ข้อมูลจำกัด | การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงแรกอาจเกิดจากการตีความข่าวที่ยังไม่ครบถ้วน |
| ความเสี่ยงของการจับคู่คำสั่งซื้อขาย | คำสั่งซื้อขายอาจไม่ถูกจับคู่ตามที่คาดหวัง |
ความสับสนส่วนใหญ่ของมือใหม่มักเกิดจากการโฟกัสแค่การเคลื่อนไหวของราคา และมองข้ามคุณภาพของสภาวะตลาดที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหว ในการเทรดช่วง Pre-Market คุณภาพของตลาดมีความสำคัญมาก
ราคาเคลื่อนไหวอย่างไรในช่วง Pre-Market
ราคาในช่วง Pre-Market มักเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเคลื่อนไหวที่ “แข็งแกร่ง” เสมอไป บางครั้งอาจเป็นเพราะสภาพตลาดที่เบาบาง
ราคาตอบสนองต่อข้อมูลใหม่
หากบริษัทรายงานผลประกอบการก่อนเปิดตลาด หรือมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงเช้า ราคาหุ้นอาจเริ่มปรับตัวเพื่อสะท้อนมูลค่าใหม่ทันที
ผู้เข้าร่วมตลาดน้อยลงกระตุ้นแรงตอบสนองมากขึ้น
เนื่องจากจำนวนผู้เล่นในตลาดน้อย แม้ปริมาณซื้อขายไม่มากก็สามารถทำให้ราคาสามารถขยับได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ
การเคลื่อนไหวช่วงแรกอาจเกิดจากอารมณ์หรือยังไม่สะท้อนภาพที่ครบถ้วน
การตอบสนองในช่วง Pre-Market มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายความว่าตลาดอาจกำลังปรับราคาตามข่าว ทั้งที่ยังไม่เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด หุ้นอาจพุ่งขึ้นจากการตอบสนองข่าวดีตอนแรก จากนั้นร่วงลงมาเมื่อตลาดตีความรายงานทั้งหมดแล้ว
ด้วยเหตุนี้ประโยคหนึ่งที่ถือว่ามีประโยชน์ที่สุดในบทความนี้ก็คือ…
การเคลื่อนไหวในช่อง Pre-Market ไม่สามารถใช้คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังตลาดเปิดได้อย่างแน่นอน
หุ้นที่ปรับตัวขึ้นมา 7% ตอน 8.15 น. อาจเปิดตลาดจริงเพียง 2% หรือน้อยกว่าเมื่อผู้เข้าร่วมตลาดเริ่มมากขึ้น การตอบสนองที่ดูอ่อนในช่วงก่อนตลาดเปิดอาจกลับมาแข็งแกร่งขึ้นภายหลังหากมุมมองตลาดโดยรวมตีความข่าวเชิงบวกกว่าเดิม
ทำไมการเคลื่อนไหวช่วง Pre-Market มักทำให้มือใหม่เข้าใจผิด
เนื้อหาส่วนนี้ของบทความมีประโยชน์มาก ช่วยเพิ่มมุมมองได้มากกว่าคำจำกัดความพื้นฐาน
มือใหม่จำนวนมากเห็นหุ้นเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงก่อนตลาดเปิดแล้วมักสันนิษฐานอยู่สองอย่าง
● ตลาด “เลือกทิศทางแล้ว”
● แนวโน้มการเคลื่อนไหวอาจดำเนินต่อไปหลังตลาดเปิด
สมมติฐานทั้งสองอย่างอาจผิดก็ได้
การเคลื่อนไหวแรงในช่วง Pre-Market อาจดูเกินจริงเพราะสภาพคล่องที่เบาบาง
หากมีผู้ขายอยู่น้อย ข่าวเชิงบวกอาจดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นได้ง่ายกว่าในช่วงเวลา 10.15 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้เล่นเข้าร่วมกันครบแล้วทำให้ตลาดมีสภาพคล่องเต็มที่
การตอบสนองที่อ่อนในช่วง Pre-Market ไม่ได้หมายความว่าข่าวเป็นลบ
บางครั้งตลาดยังไม่ได้ประมวลผลข้อมูลทั้งหมดอย่างครบถ้วน บางครั้งหุ้นยังมีปริมาณซื้อขายไม่มากพอในช่วงก่อนตลาดเปิด ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาไม่ค่อยมีความหมายมากนัก
ราคาที่ขยับตามข่าวไม่ได้สะท้อนความเชื่อมั่นเสมอไป
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก การเคลื่อนไหวบางอย่างในช่วง Pre-Market ถูกขับเคลื่อนด้วยการปรับราคาใหม่หลังจากมีข่าวสำคัญ แต่บางอย่างเป็นเพียงการตอบสนองจากตลาดที่เบาบางที่ไม่ค่อยน่าสนใจเมื่อช่วงเวลาเทรดปกติเริ่มต้น
กล่าวได้ว่ามือใหม่มักให้ความสำคัญกับการตีความการเปลี่ยนแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์มากเกินไป จนมองข้ามสภาวะตลาดที่เป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหว
การเทรดช่วง Pre-Market เทียบกับหลังตลาดปิด
การเทรดในช่วง Pre-Market และหลังตลาดปิดต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของการเทรดนอกเวลาทำการ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน และมักจะตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกัน
การเทรดช่วง Pre-Market
● เกิดขึ้นก่อนตลาดเปิดอย่างเป็นทางการ
● มักตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงกลางคืน ผลประกอบการ หรือข้อมูลเศรษฐกิจตอนเช้า
การเทรดหลังตลาดปิด
● เกิดขึ้นหลังจากตลาดปิด
● มักตอบสนองต่อการประกาศผลประกอบการ ประกาศบริษัท หรือข่าวช่วงดึก
ทั้งสองแบบมีหลายส่วนที่คล้ายกัน
● มีสภาพคล่องต่ำกว่าช่วงเวลาทำการปกติ
● สเปรดกว้างขึ้น
● ผู้เข้าร่วมตลาดมีจำกัด
● พฤติกรรมราคามีความผันผวนมากกว่า
ความแตกต่างหลักอยู่ที่จังหวะเวลา ช่วง Pre-Market มักสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงกลางคืนหรือช่วงเช้า ช่วงหลังตลาดปิดมักสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังช่วงเวลาเทรดปกติสิ้นสุดลง
ดังนั้นเมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่าง Pre-Market กับหลังตลาดปิด สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า
ทั้งสองช่วงเป็นการเทรดนอกเวลาทำการปกติที่มีความเสี่ยงคล้ายกัน เพียงแต่ช่วงหนึ่งเกิดขึ้นก่อนตลาดเปิด ส่วนอีกช่วงหนึ่งเกิดขึ้นหลังจากตลาดปิด
ใครมักเทรดในช่วง Pre-Market
ผู้ที่เทรดในช่วง Pre-Market มีดังนี้
● นักลงทุนสถาบัน
● เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์
● ผู้เข้าร่วมตลาดที่ต้องการตอบสนองต่อผลประกอบการหรือข่าวเศรษฐกิจมหภาคอย่างรวดเร็ว
● ผู้ติดตามตลาดที่คอยสังเกตการเคลื่อนไหวของราคาที่ผิดปกติในช่วงก่อนตลาดเปิด
นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีมือใหม่อยู่เลย แต่การเข้าร่วมของมือใหม่มักมีจำกัด เพราะการเทรดช่วง Pre-Market รับมือได้ยากกว่า สภาพคล่องที่น้อยกว่า สเปรดที่กว้างกว่า ทำให้ตีความการเคลื่อนไหวของราคาผิดพลาดได้ง่าย หรือคำสั่งซื้อขายได้ราคาแย่กว่าที่คาดไว้
มือใหม่หัดเทรดจึงควรใช้ข้อมูลในช่วง Pre-Market เพื่อประกอบการวิเคราะห์ตลาด แทนที่จะรีบเข้าไปมีส่วนร่วมทันที
ข้อมูล Pre-Market นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
เนื้อหาในส่วนนี้ของบทความให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และใช้งานได้จริง
ข้อมูล Pre-Market จะมีประโยชน์มากที่สุดเมื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน
แสดงให้เห็นเซนติเมนต์ในช่วงแรก
หากหุ้นกำลังตอบสนองอย่างรุนแรงต่อการประกาศผลประกอบการหรือข่าวข้ามคืน การเคลื่อนไหวในช่วง Pre-Market สามารถบอกได้ว่าการตอบสนองช่วงแรกดูเป็นบวก ลบ หรือปนกัน
ชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรจับตา
ตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายผิดปกติในช่วงก่อนตลาดเปิดหรือมีการเคลื่อนไหวแรง อาจน่าจับตาต่อไปเมื่อช่วงเวลาปกติเปิด
ช่วยอธิบายว่าทำไมราคาเปิดกระโดด
หากหุ้นมีแนวโน้มที่จะเปิดสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาปิดก่อนหน้าอย่างมาก การเคลื่อนไหวช่วงก่อนตลาดเปิดสามารถช่วยอธิบายสาเหตุได้
แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวยังทรงตัวอยู่หรือไม่เมื่อเข้าใกล้เวลาเปิดตลาด
หุ้นที่สามารถรักษาแรงบวกในช่วงก่อนตลาดเปิดไว้ได้อย่างแข็งแกร่งจนถึงเวลา 09.20 น. – 09.25 น. อาจสื่อความหมายต่างจากหุ้นที่ค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเช้า
แนวทางต่อไปนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประโยชน์มากที่สุดในการมองเรื่องนี้
| สิ่งที่ Pre-Market สามารถบอก | สิ่งที่ Pre-Market ไม่สามารถบอก |
| ตลาดตอบสนองต่อข่าวช่วงแรกอย่างไร | ราคาเปิดสุดท้ายที่แน่นอน |
| หุ้นตัวไหนได้รับความสนใจตอนตลาดเปิด | การเคลื่อนไหวจะต่อเนื่องตลอดทั้งวันหรือไม่ |
| เซนติเมนต์แข็งแกร่ง อ่อน หรือปนกัน | การเคลื่อนไหวเกิดจากความเชื่อมั่นของตลาดจริงหรือแค่สภาพคล่องเบาบางที่ทำให้แกว่ง |
| หุ้นอาจเปิดกระโดดขึ้นหรือลง | ช่วงตลาดปกติจะยืนยันทิศทางช่วงแรกหรือไม่ |
ตารางดังกล่าวมีประโยชน์มากกว่าคำอธิบายข้อมูลกว้างๆ เพราะช่วยให้เข้าใจวิธีตีความข้อมูลช่วงก่อนตลาดเปิด โดยไม่ทำให้บทความกลายเป็นคำแนะนำด้านกลยุทธ์
สิ่งที่สำคัญกว่าเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วง Pre-Market
ส่วนนี้เป็นเนื้อหาเชิงปฏิบัติที่ทำให้บทความมีประโยชน์มากกว่าหน้าอภิธานศัพท์ทั่วไป
หากหุ้นบวกขึ้นมา 5% ในช่วงก่อนตลาดเปิด ตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าที่หลายคนคิด เพราะรายละเอียดต่อไปนี้สำคัญกว่า
ปริมาณซื้อขาย
ราคาขยับ 5% ที่มีวอลุ่มน้อย อาจไม่ได้มีความหมายมากนัก ราคาที่ขยับน้อยแต่มีวอลุ่มสูงอาจสำคัญมากกว่า
สเปรด
หุ้นที่มีสเปรดกว้างอาจดูเหมือนมีการเคลื่อนไหวคึกคัก แต่ความจริงแล้วการขยับของราคาอาจน่าเชื่อถือน้อยกว่าหรือเทรดยาก
ปัจจัยกระตุ้น
การเคลื่อนไหวเกิดจากผลประกอบการ ประกาศข่าวสำคัญ หรือเพียงแค่ข่าวลือที่คลุมเครือ แหล่งที่มาของข่าวมีความสำคัญ
ความนิ่งของราคาจนถึงช่วงตลาดเปิด
หุ้นยังทรงตัวได้เมื่อใกล้เวลาเปิดตลาด 9.30 น. หรือค่อยๆ อ่อนตัวลงเรื่อยๆ หากเป็นแบบนี้จะทำให้การตีความการตอบสนองช่วงแรกเปลี่ยนไป
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับมือใหม่คือ อย่าดูแค่เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง แต่ต้องดูคุณภาพของการเคลื่อนไหวด้วย
สรุปส่งท้าย
หากต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดว่าการเทรดช่วง Pre-Market คืออะไร สามารถสรุปได้ดังนี้
การเทรดช่วง Pre-Market หมายถึงการเทรดหุ้นก่อนที่ตลาดจะเปิดอย่างเป็นทางการ ปกติแล้วมักมีการซื้อขายเบาบางกว่า สภาพคล่องต่ำกว่า และผันผวนมากกว่าช่วงเวลาเทรดปกติ
ความหมายดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องรู้เป็นอันดับแรก
ประเด็นที่ควรจดจำคือ การเคลื่อนไหวในช่วงก่อนตลาดเปิดเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ก็อาจถูกตีความเกินจริงได้เหมือนกัน ซึ่งสามารถบอกได้ว่าตลาดกำลังตอบสนองอย่างไรในช่วงแรก แสดงให้เห็นว่าความสนใจอยู่ที่ไหน อธิบายได้ว่าทำไมหุ้นถึงเกิดช่องว่างราคาตอนตลาดเปิด แต่ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงตลาดเปิดทำการปกติแล้วทั้งวันจะเป็นอย่างไร
สำหรับมือใหม่ส่วนใหญ่ ควรใช้ข้อมูลช่วง Pre-Market อย่างชาญฉลาดด้วยการมองเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่การรับประกันความแน่นอน
นั่นคือความแตกต่างระหว่างการรับรู้การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงก่อนตลาดเปิดและการเข้าใจความหมายที่แท้จริง
