การเทรด CFD หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contract for Difference) ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทางการเงินโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์อ้างอิง แทนที่จะซื้อหุ้น ดัชนี หรือสินค้าโภคภัณฑ์ เทรดเดอร์จะเข้าทำสัญญาที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาของสินทรัพย์ ซึ่งกำไรหรือขาดทุนจะขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างราคาที่เข้าและราคาที่ออก
CFD ครอบคลุมสินทรัพย์จำนวนมาก รวมถึงหุ้น ฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนี และคริปโต อีกทั้งยังได้รับความนิยมสำหรับกลยุทธ์ระยะสั้นและการเทรดมาร์จิ้นเนื่องจากมีความยืดหยุ่นและใช้เลเวอเรจได้
หลักการเทรดง่ายมาก หากเทรดเดอร์เชื่อว่าราคาจะเพิ่มขึ้น ให้เปิดสถานะ “ซื้อ” หากคาดว่าราคาจะลดลง ให้เปิดสถานะ “ขาย” เป้าหมายคือปิดเทรดตอนที่ราคาดีกว่าตอนเริ่มต้น เพื่อให้สามารถทำกำไรจากส่วนต่างของราคา
ลักษณะของวิธีการเทรด CFD เรียนรู้กลไกพื้นฐาน
ตามหลักการแล้วการเทรด CFD เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรราคา การเทรด CFD ไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ เพียงแต่คาดการณ์ว่าราคาจะขึ้นหรือลง CFD เป็นสัญญาระหว่างเทรดเดอร์และโบรกเกอร์เพื่อแลกเปลี่ยนส่วนต่างของราคาสินทรัพย์ตั้งแต่เปิดสถานะไปจนถึงตอนที่ปิดสถานะ
การวางคำสั่งเทรดมีขั้นตอนดังนี้
● เทรดเดอร์เลือกสินทรัพย์ (เช่น หุ้น คู่ฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์)
● เลือกสถานะ Long (ซื้อ) หรือ Short (ขาย)
● หากราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ เทรดเดอร์จะได้กำไร
● หากราคาเคลื่อนไหวไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์จะส่งผลให้ขาดทุน
การเทรด CFD มักใช้เลเวอเรจ ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะที่ใหญ่กว่าเงินทุนที่มีอยู่ แม้เลเวอเรจจะเพิ่มโอกาสทำกำไรที่เป็นไปได้ แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นด้วย

จุดเด่นสำคัญของการเทรด CFD
การเข้าใจว่าการเทรด CFD แตกต่างจากการเทรดแบบอื่นอย่างไรจะช่วยให้เทรดเดอร์สร้างกลยุทธ์ได้ดีขึ้น และจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เลเวอเรจ
หนึ่งในลักษณะเด่นของ CFD คือการใช้เลเวอเรจ เลเวอเรจช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะที่ใหญ่กว่าเงินทุนที่มีในบัญชี ตัวอย่างเช่น อัตราส่วนเลเวอเรจ 10:1 หมายความว่าเทรดเดอร์สามารถควบคุมสถานะ $10,000 ด้วยเงินเพียง $1,000 ของตนเอง เลเวอเรจช่วยเพิ่มทั้งโอกาสทำกำไรและการขาดทุนที่เป็นไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่การใช้เลเวอเรจจำเป็นต้องมีการจัดการความเสี่ยงอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในตลาดที่มีความผันผวนสูง
สถานะ Long หรือ Short
การเทรด CFD ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นและลดลง เทรดเดอร์ที่เชื่อว่าราคาของสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นสามารถเลือก Long (เปิดสถานะซื้อ) หากราคาเพิ่มขึ้นจะทำกำไรได้จากส่วนต่าง ในทางกลับกัน หากคาดการณ์ว่าราคาจะลดลงก็สามารถเลือก Short (เปิดสถานะขาย) ความยืดหยุ่นแบบนี้ทำให้ CFD เหมาะสำหรับทั้งกลยุทธ์ Bullish และ Bearish ไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหน เทรดเดอร์ก็มีโอกาสทำกำไร
ไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิง
ในการเทรด CFD เทรดเดอร์ไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่เทรด ไม่ได้ถือหุ้นของจริง ไม่ได้ถือสินค้าโภคภัณฑ์ของจริง และไม่ได้ถือสกุลเงินของจริง แต่เทรดเดอร์จะเข้าทำสัญญาที่สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์นั้นๆ ช่วยให้เข้าถึงตลาดที่หลากหลายได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีการถือครอง ส่งมอบ หรือมีเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ยังช่วยให้การทำธุรกรรมง่ายขึ้น และลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเทรด
เข้าถึงตลาดได้ทั่วโลก
CFD มอบโอกาสให้เข้าถึงตลาดทั่วโลกหลากหลายประเภทจากแพลตฟอร์มเทรดที่เดียว เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากตลาดต่อไปนี้
● คู่สกุลเงินหลักและคู่สกุลเงินรองของฟอเร็กซ์
● ดัชนีตลาดหุ้น เช่น S&P 500, FTSE 100 และ DAX
● สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทอง น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ
● หุ้นดังจากตลาดหุ้นทั่วโลก
● คริปโตที่ผันผวน เช่น Bitcoin และ Ethereum
● ETF ที่ติดตามอุตสาหกรรมหรือเซกเมนต์ตลาด
การดำเนินการคำสั่งรวดเร็วและสเปรดแคบ
แพลตฟอร์ม CFD ส่วนใหญ่นำเสนอการดำเนินการคำสั่งทันที สเปรด Bid/Ask ที่แคบ โดยเฉพาะในตลาดที่มีสภาพคล่อง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่เน้นการเทรดระยะสั้นและเข้าออกสถานะอย่างแม่นยำ การดำเนินการคำสั่งที่รวดเร็วช่วยหลีกเลี่ยงสลิปเพจ ส่วนสเปรดที่แคบจะลดต้นทุนการเทรด ทั้งสองอย่างช่วยให้การเทรดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และตอบสนองต่อสภาวะตลาดได้ทันท่วงที โดยเฉพาะตอนที่ตลาดกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วy contribute to more efficient and responsive trading, especially when markets are moving quickly.
ประเภทตลาดที่สามารถเทรด CFD
หนึ่งในข้อดีที่สุดของการเทรด CFD คือสามารถเข้าถึงตลาดการเงินหลากหลายประเภทได้จากแพลตฟอร์มเดียว ความยืดหยุ่นดังกล่าวทำให้เทรดเดอร์สามารถกระจายความเสี่ยง และพลิกแพลงกลยุทธ์ให้เหมาะกับสินทรัพย์ประเภทต่างๆ
ฟอเร็กซ์ (คู่สกุลเงิน)
CFD มอบสิทธิ์เข้าถึงคู่สกุลเงินหลัก คู่สกุลเงินรอง และคู่สกุลเงินเกิดใหม่ โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสกุลเงินจริงๆ ตลาดฟอเร็กซ์มีสภาพคล่องสูงมาก เปิดให้เทรดตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และมักมาพร้อมสเปรดที่แคบ เทรดเดอร์จะเก็งกำไรจากมูลค่าของคู่สกุลเงินหนึ่งกับอีกสกุลเงิน เช่น EUR/USD หรือ GBP/JPY
เหตุผลที่เทรดเดอร์ใช้ CFD เทรดฟอเร็กซ์
● สภาพคล่องสูง
● การดำเนินการที่รวดเร็ว
● ใช้เลเวอเรจได้
หุ้น
CFD ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรราคาหุ้นของบริษัท เช่น Apple, Tesla หรือ Amazon ได้โดยไม่ต้องซื้อหุ้น ทำให้สามารถขายชอร์ต กระจายพอร์ตลงทุน และเริ่มต้นเทรดด้วยเงินน้อยๆ
เหตุผลที่เทรดเดอร์ใช้ CFD เทรดหุ้น
● ไม่ต้องถือหุ้นจริงหรือรับเงินปันผล
● ขายชอร์ตได้ง่ายกว่า
● เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้
สินค้าโภคภัณฑ์
CFD ครอบคลุมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ (ทอง น้ำมัน โลหะ) และสินค้าเกษตร (กาแฟ ธัญพืช) ตลาดเหล่านี้มักตอบสนองต่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือเหตุการณ์ตามฤดูกาล ทำให้มีโอกาสลงทุนที่ไม่เหมือนตลาดอื่น
เหตุผลที่เทรดเดอร์ใช้ CFD เทรดสินค้าโภคภัณฑ์
● เทรดทองหรือน้ำมันได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริงๆ
● ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อหรือค่าเงิน
● กระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์อื่นนอกเหนือตราสารทุน
ดัชนี
ดัชนีตลาดหุ้นเป็นการแสดงผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทว่าสามารถทำได้ดีแค่ไหน CFD ช่วยให้สามารถเทรดดัชนีต่างๆ เช่น S&P 500, NASDAQ, DAX หรือ FTSE 100 อ้างอิงตามการเคลื่อนไหวของราคา
เหตุผลที่เทรดเดอร์ใช้ CFD เทรดดัชนี
● โอกาสเข้าถึงตลาดในวงกว้าง
● เทรดตามเซนติเมนต์ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
● ความผันผวนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการเทรดหุ้นตัวเดียว
สกุลเงินดิจิทัล
CFD เปิดโอกาสให้เข้าเทรดตลาดคริปโตที่ผันผวน เช่น Bitcoin, Ethereum และ Ripple โดยไม่ต้องมีวอลเล็ตหรือศูนย์ซื้อขาย การเทรด CFD ของคริปโตเหมือนกับการเทรดตราสารอื่นๆ ซึ่งสามารถใช้เลเวอเรจ และปรับสถานะได้อย่างยืดหยุ่น
เหตุผลที่เทรดเดอร์ใช้ CFD เทรดคริปโต
● ไม่ต้องดูแลจัดการวอลเล็ตคริปโต
● เทรดราคาที่กำลังขึ้นหรือลง
● ได้ประโยชน์จากความผันผวนสูง
ETF
CFD ของ ETF ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรกลุ่มสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวตามเซกเตอร์ ดัชนี หรือธีมการลงทุนต่างๆ สิ่งนี้รวมถึง ETF กลุ่มเทคโนโลยี ETF กลุ่มพลังงาน และอีกมากมาย
เหตุผลที่เทรดเดอร์ใช้ CFD เทรด ETF
● เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้นในเทรดเดียว
● ใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อยกว่า
● รวมหลายกลยุทธ์ไว้ในตราสารเดียว
วิธีคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรด CFD
การเข้าใจวิธีคำนวณกำไรและขาดทุน (P&L) ในการเทรด CFD เป็นสิ่งสำคัญ ผลลัพธ์ของทุกสถานะขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างราคาที่เข้าและราคาที่ออก คูณด้วยขนาดของสถานะและปรับตามค่าธรรมเนียมหรือเลเวอเรจ
สูตรพื้นฐาน
กำไรหรือขาดทุน = (ราคาปิด – ราคาเปิด) × ขนาดสถานะ
● หากเปิดสถานะ Long (ซื้อ) และราคาเพิ่มขึ้น ส่วนต่างของราคาจะเป็นกำไร
● หากราคาลดลง ผลลัพธ์ที่ได้จะขาดทุน
● ส่วนสถานะ Short (ขาย) จะมีลักษณะตรงกันข้าม
ตัวอย่างสถานะ Long
คุณซื้อ CFD ของหุ้น 100 หน่วยที่ราคา $50 ราคาเพิ่มขึ้นเป็น $55
กำไร = (55 – 50) × 100 = $500
ตัวอย่างสถานะ Short
คุณขาย CFD ของดัชนี 50 หน่วยที่ราคา 4,000 ราคาลดลงเป็น 3,950
กำไร = (4,000 – 3,950) × 50 = $250
ระวังค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการเทรด เช่น สเปรด ค่าธรรมเนียมข้ามคืน และค่าคอมมิชชัน ซึ่งอาจทำให้กำไรสุทธิลดลง
ความเสี่ยงของการเทรด CFD และวิธีจัดการความเสี่ยง
แม้ว่า CFD จะนำเสนอความยืดหยุ่น และการเข้าถึงตลาดที่หลากหลาย แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงสูง หากไม่มีการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้ขาดทุนเกินกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะการเทรดที่ใช้เลเวอเรจ
เลเวอเรจจะทำให้การขาดทุนเพิ่มขึ้น
เลเวอเรจทำงานทั้งสองทาง เลเวอเรจสามารถเพิ่มกำไรและสามารถเพิ่มการขาดทุน การเคลื่อนไหวของตลาดเพียงเล็กน้อยในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้อาจนำไปสู่การขาดทุนมากกว่าเงินทุนเริ่มต้น
ความผันผวนของตลาด
ตลาดที่ผันผวนสูง เช่น คริปโต หรือสินค้าโภคภัณฑ์ สามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข่าวที่คาดไม่ถึง เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ หรือสภาพคล่องต่ำ สามารถทำให้เกิดการแกว่งของราคาครั้งใหญ่ นำไปสู่การบังคับปิดสถานะ (Stop-Out) หรือขาดทุนหนัก
ค่าธรรมเนียมข้ามคืนและโรลโอเวอร์
การถือสถานะ CFD ข้ามคืนมักทำให้เกิดค่าธรรมเนียมทางการเงิน ค่าธรรมเนียมเหล่านี้สามารถสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง โดยเฉพาะการเทรดที่มีระยะเวลาถือครองนานๆ
ความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม
การเทรด CFD จะดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หากแพลตฟอร์มขัดข้อง มีความล่าช้า หรือการดำเนินการคำสั่งไม่เร็วพอ สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการเทรด โดยเฉพาะช่วงที่มีปริมาณซื้อขายสูง
วิธีจัดการความเสี่ยงของ CFD
● ใช้คำสั่ง Stop Loss และ Take Profit – ปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
● จำกัดเลเวอเรจ – อย่าใช้ขนาดสูงสุดที่อนุญาต ใช้เลเวอเรจอย่างระมัดระวัง
● กระจายความเสี่ยง – หลีกเลี่ยงการเสี่ยงเงินทุนทั้งหมดในสินทรัพย์เดียวหรือเทรดเดียว
● คอยตรวจสอบสถานะที่เปิดอยู่อย่างต่อเนื่อง – การเทรด CFD ต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและมีวินัย
● เข้าใจเงื่อนไขการเทรด – รู้จักกฎมาร์จิ้น สเปรด และโครงสร้างค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์
ข้อดีของการเทรด CFD
การเทรด CFD เป็นที่นิยมของเทรดเดอร์รายย่อยและเทรดเดอร์มืออาชีพมากมาย เพราะมีความยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ ช่วยเปิดประตูสู่การลงทุนในตลาดโลก โดยไม่ต้องยุ่งยากกับโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ที่ซับซ้อน
● เข้าถึงสินทรัพย์ทั่วโลกได้จากแพลตฟอร์มเดียว – CFD ช่วยให้เทรดเดอร์มีโอกาสเข้าถึงตราสารนับพัน ทั้งหุ้น ดัชนี ฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ คริปโต และ ETF ช่วยให้สามารถกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น
● ทำกำไรทั้งสองทิศทาง – เทรดเดอร์สามารถเลือก Long หรือ Short ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ตลาด ในตลาดที่กำลังถดถอย สถานะ Short ช่วยให้สามารถทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของแนวโน้มขาลง ซึ่งมักทำไม่ได้ในการลงทุนปกติ
● ใช้เงินลงทุนไม่มาก – เลเวอเรจช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะขนาดใหญ่ถึงแม้จะมีเงินทุนจำกัด ทำให้เทรดเดอร์เข้าถึงตลาดได้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเต็มจำนวน
● ไม่ต้องวุ่นวายกับการถือครอง – ไม่ต้องส่งมอบสินค้าโภคภัณฑ์ของจริงหรือจัดการภาระผูกพันเกี่ยวกับการถือหุ้นขององค์กร ช่วยลดภาระการดำเนินการ และทำให้ส่งคำสั่งได้เร็วขึ้น
● การดำเนินการคำสั่งรวดเร็ว ข้อมูลเรียลไทม์ – แพลตฟอร์ม CFD ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อความเร็ว ส่งคำสั่งเทรดได้ในไม่กี่วินาที แพลตฟอร์มส่วนใหญ่นำเสนอราคาออนไลน์ กราฟเรียลไทม์ และยืนยันคำสั่งทันที
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของการเทรด CFD
CFD ช่วยให้สามารถเข้าถึงการลงทุนและมาพร้อมความยืดหยุ่น แต่การเทรดจะมีค่าธรรมเนียมประเภทต่างๆ การทำความเข้าใจค่าใช้จ่ายจะช่วยให้เทรดเดอร์ตั้งความคาดหวังตามพื้นฐานความเป็นจริง และจัดการเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สเปรด (Spread)
สเปรดเป็นส่วนต่างระหว่างราคาที่สามารถซื้อ (Ask) และขาย (Bid) ของ CFD ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะถูกนำมาคิดกับการเทรดโดยอัตโนมัติเมื่อเปิดสถานะ เช่น หาก EUR/USD มีราคา Bid ที่ 1.1050 และราคา Ask ที่ 1.1052 สเปรดจะเท่ากับ 2 Pip เพื่อให้สามารถทำกำไรจากการเทรด ราคาต้องขยับไปไกลกว่าสเปรดในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้ สเปรดอาจเป็นแบบคงที่หรือผันแปรก็ได้ และสเปรดมีแนวโน้มกว้างขึ้นในช่วงที่ความผันผวนสูง หรือช่วงที่สภาพคล่องต่ำ ตลาดที่มีสภาพคล่อง เช่น ฟอเร็กซ์ มักนำเสนอสเปรดที่แคบกว่าหุ้นรายตัว หรือตราสารทางการเงินจากตลาดเกิดใหม่
ค่าธรรมเนียมทางการเงินสำหรับการถือข้ามคืน
การถือสถานะ CFD ข้ามคืนจะทำให้เกิดค่าธรรมเนียมทางการเงินที่เรียกว่าสวอป (Swap) หรือโรลโอเวอร์ (Rollover) ค่าธรรมเนียมดังกล่าวคิดจากมูลค่ารวมของสถานะที่ใช้เลเวอเรจ และเก็บเป็นรายวัน สถานะ Long มักทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ขณะที่สถานะ Short บางครั้งอาจได้เงินคืน ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย ตัวอย่างเช่น หากคุณถือสถานะ $10,000 ข้ามคืนที่มีอัตราสวอปรายวัน 0.01% คุณจะถูกเรียกเก็บเงิน $1 เทรดเดอร์ที่วางแผนจะถือสถานะมากกว่าหนึ่งวันควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้
ค่าคอมมิชชัน
โบรกเกอร์ CFD อาจเรียกเก็บค่าคอมมิชชันต่อเทรด โดยเฉพาะการเทรด CFD ของหุ้น โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมนี้มักเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ของขนาดเทรด ตัวอย่างเช่น ค่าคอมมิชชัน 0.1% สำหรับ CFD ของหุ้น $5,000 จะเป็น $5 โบรกเกอร์บางแห่งนำเสนอการเทรดที่ไม่มีค่าคอมมิชชัน แต่ชดเชยด้วยการบวกเพิ่มสเปรดให้กว้างกว่า เทรดเดอร์ที่มีปริมาณซื้อขายสูงมักเลือกโบรกเกอร์ที่มีอัตราค่าคอมมิชชันต่ำ และสเปรดแคบเพื่อให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้
ค่าธรรมเนียมบัญชีไม่เคลื่อนไหว
หากบัญชีเทรดของคุณไม่มีการใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปจะกำหนดที่ประมาณ 3 ถึง 12 เดือน โบรกเกอร์อาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบัญชีไม่เคลื่อนไหว การเรียกเก็บเงินเหล่านี้มีไว้เพื่อรองรับค่าดูแลบัญชีและพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจะแตกต่างกันไป ปกติจะหักเป็นรายเดือนหลังจากไม่ได้ใช้งานบัญชีจนถึงระยะเวลาที่กำหนด เทรดเดอร์สามารถหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมเหล่านี้ได้ด้วยการเปิดเทรดเพียงเล็กน้อยหรือล็อกอินเข้าสู่บัญชีอยู่เรื่อยๆ
ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน
เมื่อเทรดสินทรัพย์ที่ราคาเป็นสกุลเงินที่แตกต่างจากสกุลเงินหลักของบัญชี อาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน ตัวอย่างเช่น หากบัญชีของคุณเติมเงินเป็นสกุลเงินยูโร และคุณเทรด CFD ของหุ้นสหรัฐฯ กำไรหรือขาดทุนจะถูกแปลงเป็นยูโร โบรกเกอร์มักเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ (เช่น 0.5% ถึง 1%) ของจำนวนเงินที่แปลง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะส่งผลให้กำไรโดยรวมที่ได้รับลดลงหากไม่ได้คำนึงถึงก่อนที่จะเทรด
วิธีเริ่มต้นเทรด CFD
การเริ่มต้นเทรด CFD มีขั้นตอนสำคัญไม่กี่ขั้นตอน สิ่งสำคัญคือต้องใช้เวลาทำความเข้าใจแพลตฟอร์ม ฝึกเทรดและจัดการความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น
- เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการควบคุม – เริ่มต้นด้วยการเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการควบคุมและมีชื่อเสียง การมีหน่วยงานกำกับดูแลช่วยให้มั่นใจว่าเงินของคุณจะได้รับการจัดเก็บอย่างปลอดภัย และเชื่อมั่นได้ว่าโบรกเกอร์ปฏิบัติตามมาตรฐานการเงินอยู่เสมอ มองหาโบรกเกอร์ที่ได้รับการควบคุมโดยหน่วยงานกำกับดูแล เช่น CySEC, FCA หรือ ASIC
- เปิดบัญชีและยืนยันตัวตน – เมื่อเลือกโบรกเกอร์แล้ว คุณต้องทำการลงทะเบียนบัญชีให้เสร็จสมบูรณ์ คุณจะต้องส่งเอกสารระบุตัวตนเพื่อทำตามกฎ KYC (Know Your Customer) ปกติแล้วการยืนยันตัวตนจะได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็ว และใช้เวลาน้อยกว่า 48 ชั่วโมง
- เติมเงินบัญชี – หลังจากยืนยันแล้วให้ฝากเงินผ่านช่องทางการชำระเงินที่รองรับ ช่องทางการฝากเงินเหล่านี้รวมถึงบัตร การโอนเงินผ่านธนาคาร หรือดิจิทัลวอลเล็ต เลือกสกุลเงินและช่องทางการชำระเงินที่มีค่าธรรมเนียมดำเนินการน้อยที่สุด
- เลือกแพลตฟอร์มเทรด – โบรกเกอร์มีแพลตฟอร์มให้เทรดบนเว็บ เทอร์มินัลเดสก์ท็อป และแอปมือถือ เลือกแพลตฟอร์มเทรดที่เหมาะสมกับสไตล์ของคุณ มองหาฟีเจอร์ต่างๆ เช่น กราฟที่สามารถปรับแต่งได้ การเทรดด้วยคลิกเดียว และเครื่องมือจัดการความเสี่ยงที่พร้อมใช้งาน
- ใช้บัญชีทดลองก่อน – ก่อนที่จะเทรดด้วยเงินจริง ให้ฝึกเทรดด้วยบัญชีทดลอง วิธีนี้ช่วยให้สามารถทดสอบกลยุทธ์ ทำความเข้าใจแพลตฟอร์ม และสร้างความมั่นใจโดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจริง
- วิเคราะห์และเปิดเทรดแรก – เมื่อพร้อมเทรดแล้วให้เลือกสินทรัพย์ที่ต้องการเทรด ตัดสินใจว่าจะเลือกสถานะ Long หรือ Short และเปิดเทรดแรก ตั้งระดับ Stop Loss และ Take Profit ทุกครั้งที่เทรดเพื่อควบคุมความเสี่ยง
- ติดตามและตรวจสอบ – ติดตามสถานะที่เปิด และวิเคราะห์ผลการเทรดอยู่เป็นประจำ ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่โบรกเกอร์มีให้เพื่อวิเคราะห์ ทำรายงาน และตรวจสอบเทรดย้อนหลัง
กลยุทธ์เทรด CFD ยอดนิยม
เทรดเดอร์ CFD จะใช้แนวทางที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเป้าหมาย กรอบเวลา และความเสี่ยงที่รับได้ แต่ละกลยุทธ์ต้องอาศัยการวางแผน ความมีวินัย และกฎเข้า-ออกตลาดที่ชัดเจน
การเทรดแบบเดย์เทรด (Day Trading)
เดย์เทรดเกี่ยวข้องกับการเปิดและปิดสถานะภายในวันเทรดเดียวกัน เป้าหมายคือทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เทรดเดอร์จะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและตัวชี้วัดระยะสั้น กลยุทธ์นี้ไม่ได้ถือสถานะข้ามคืนจึงไม่มีค่าธรรมเนียมทางการเงิน
การเทรดแบบสวิงเทรด (Swing Trading)
เทรดเดอร์สายสวิงเทรดจะถือสถานะเอาไว้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาระยะกลาง โดยจะใช้ตัวชี้วัดทางเทคนิคและการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานผสมผสานกัน กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเฝ้ากราฟตลอดทั้งวันแต่สามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืน
สกัลปิ้ง (Scalping)
สกัลปิ้งจะเน้นการเปิดเทรดหลายครั้งต่อวันเพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ขยับเพียงเล็กน้อย สถานะอาจมีอายุไม่กี่วินาทีไปจนถึงไม่กี่นาที เทรดเดอร์จะใช้สเปรดแคบ แพลตฟอร์มความเร็วสูง และมีวินัยที่เข้มงวด เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์
เทรดตามแนวโน้ม (Trend Following)
กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อเกาะแนวโน้มของตลาดด้วยการหาสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียว เทรดเดอร์จะใช้ตัวชี้วัด เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) หรือ ADX เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งและทิศทางของแนวโน้ม กลยุทธ์นี้ต้องใช้ความอดทนและได้ผลดีกับตลาดแนวโน้มที่แข็งแกร่ง
เทรดตามข่าว (News-Based Trading)
เทรดเดอร์บางคนจะใช้การประกาศข่าวเศรษฐกิจหรือข่าวด่วนเพื่อเกาะการเคลื่อนไหวของราคาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์นี้ต้องใช้การตัดสินใจที่รวดเร็ว และความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าข่าวส่งผลกระทบต่อราคาของสินทรัพย์อย่างไร ความเสี่ยงอาจสูงเนื่องจากมีความผันผวนและสลิปเพจ
เครื่องมือและแพลตฟอร์มสำหรับการเทรด CFD
การเทรด CFD ให้ได้กำไรต้องอาศัยหลายอย่างมากกว่าแค่ช่องทางเข้าสู่ตลาด เทรดเดอร์ต้องมีเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพเพื่อวิเคราะห์กราฟ จัดการความเสี่ยง และทำการเทรดด้วยความแม่นยำ
เครื่องมือวาดกราฟและเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค
แพลตฟอร์ม CFD สมัยใหม่มาพร้อมฟีเจอร์วาดกราฟขั้นสูง ซึ่งประกอบด้วยกรอบเวลาที่ปรับแต่งได้ เครื่องมือวาดกราฟ และตัวชี้วัดทางเทคนิคหลายร้อยตัวชี้วัด เทรดเดอร์ใช้เครื่องมือเหล่านี้ค้นหารูปแบบ โซนแนวรับและแนวต้าน และสัญญาณเทรด แพลตฟอร์มทั่วไป เช่น MetaTrader, cTrader และ TradingView ได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางสำหรับการวาดกราฟ
ปฏิทินเศรษฐกิจ
ปฏิทินเศรษฐกิจจะแสดงการประกาศข้อมูลที่กำลังมาถึง การตัดสินใจของธนาคารกลาง และเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ เทรดเดอร์ใช้ปฏิทินเศรษฐกิจเพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวน และหลีกเลี่ยงการเข้าเทรดก่อนการประกาศข่าวสำคัญ
ฟีเจอร์การจัดการความเสี่ยง
เครื่องมือที่พร้อมใช้งาน เช่น คำสั่ง Stop Loss, Take Profit และ Trailing Stop เป็นสิ่งสำคัญ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถกำหนดพารามิเตอร์ความเสี่ยงก่อนเข้าเทรด แพลตฟอร์มบางแห่งจะแสดงข้อมูลการใช้มาร์จิ้นและระดับความเสี่ยงแบบเรียลไทม์
แพลตฟอร์มมือถือและเดสก์ท็อป
โบรกเกอร์จำนวนมากอย่างเช่น IQ Option รองรับการใช้งานแพลตฟอร์มผ่านคอมพิวเตอร์และแอปมือถือ แพลตฟอร์มเทรดบนมือถือช่วยให้เทรดเดอร์เชื่อมต่อกับตลาดและจัดการสถานะได้ทุกที่ทุกเวลา
แพลตฟอร์มเทรด CFD
IQ Option นำเสนอแพลตฟอร์มประสิทธิภาพสูงที่เรียบง่ายสำหรับการเทรด CFD แพลตฟอร์มมีกราฟแบบตอบโต้ ระบบเทรดคลิกเดียว ตัวชี้วัดทางเทคนิค และการส่งคำสั่งอย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มมีเครื่องคำนวณกำไรและขาดทุน ปรับหน้าจอได้ และเครื่องมือควบคุมความเสี่ยงครบครัน เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะสินทรัพย์ได้หลายประเภท รวมถึงฟอเร็กซ์ หุ้น คริปโต และสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งหมดนี้ทำได้จากหน้าจอเดียว
หน่วยงานกำกับดูแลและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การเทรด CFD อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานกำกับดูแลที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค เทรดเดอร์ควรทำความเข้าใจกรอบของกฎหมายในประเทศตนเองก่อนที่จะเปิดบัญชี
● ใบอนุญาตและหน่วยงานกำกับดูแล – โบรกเกอร์ที่มีชื่อเสียงต้องให้บริการภายใต้การควบคุมของหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน ในสหภาพยุโรป โบรกเกอร์ CFD อยู่ภายใต้การควบคุมของ ESMA ในสหราชอาณาจักร ควบคุมโดย Financial Conduct Authority (FCA) หน่วยงานเหล่านี้ช่วยรับประกันว่าโบรกเกอร์จะปฏิบัติตามแนวทางที่เป็นธรรม มีเงินทุนสำรองเพียงพอ และปกป้องเงินของลูกค้า
● ข้อจำกัดเลเวอเรจ – หน่วยงานกำกับดูแลมักกำหนดเลเวอเรจสูงสุดเพื่อลดความเสี่ยงของเทรดเดอร์รายย่อย เช่น ในยุโรปการเทรด CFD ของฟอเร็กซ์จะจำกัดเลเวอเรจสูงสุดที่ 30:1 ขณะที่สินทรัพย์อื่นๆ มีขีดจำกัดต่ำกว่า โบรกเกอร์ที่ไม่มีหน่วยงานควบคุมอาจนำเสนอเลเวอเรจที่สูงกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงมากขึ้น
● คำเตือนความเสี่ยงและความคุ้มครองนักลงทุน – โบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตต้องแสดงคำเตือนความเสี่ยงตามมาตรฐาน และมีการคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ สิ่งเหล่านี้ช่วยรับประกันว่าเทรดเดอร์จะไม่มีทางขาดทุนมากกว่าเงินที่ฝากไว้ นอกจากนี้โบรกเกอร์ต้องแยกเงินของลูกค้าออกจากเงินที่บริษัทใช้ดำเนินงาน
● สถานะการกำกับดูแลของ IQ Option – การดำเนินงานของ IQ Option อยู่ภายใต้มาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวด และมีใบอนุญาตหลายเขตอำนาจศาล เทรดเดอร์จะได้รับประโยชน์จากนโยบายการคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ การจัดการเงินอย่างปลอดภัย และความโปร่งใส แพลตฟอร์มปฏิบัติตามขั้นตอนการฟอกเงิน (AML) และขั้นตอนการตรวจสอบตัวตนลูกค้า (KYC)
เคล็ดลับสำหรับมือใหม่
การเทรด CFD ต้องเตรียมตัว มีวินัย และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มือใหม่ควรโฟกัสที่การพัฒนาทักษะอย่างค่อยเป็นค่อยไป และปกป้องเงินทุนของตนเองให้ปลอดภัย
● เริ่มต้นด้วยบัญชีทดลอง – ฝึกด้วยบัญชีทดลองก่อนทำการเทรดด้วยเงินจริง การใช้บัญชีทดลองเทรดจะช่วยให้เข้าใจการทำงานของแพลตฟอร์ม ทดสอบกลยุทธ์ และสร้างความมั่นใจโดยไม่ต้องนำเงินมาเสี่ยง
● เรียนรู้การวิเคราะห์ตลาดพื้นฐาน – ทำความคุ้นเคยกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ศึกษาการทำงานของตัวชี้วัด แนวโน้มเป็นอย่างไร และข่าวส่งผลกระทบต่อราคาอย่างไร การทำความเข้าใจพื้นฐานสามารถช่วยให้หลีกเลี่ยงการตัดสินใจเทรดด้วยอารมณ์
● ใช้เครื่องมือจัดการความเสี่ยง – ตั้งระดับ Stop Loss และกำหนดขนาดของสถานะทุกครั้งที่เทรด การเสี่ยงเงินเพียงเล็กน้อยต่อการเทรดแต่ละครั้งจะช่วยรักษาเงินทุนไม่ให้หายไปเยอะตอนที่ขาดทุนติดต่อกัน
● จดบันทึกการเทรดเป็นประจำ – บันทึกการเทรด รวมถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเทรด ผลลัพธ์ และบทเรียนที่ได้รับ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้มองเห็นรูปแบบของพฤติกรรมการเทรด และปรับปรุงแนวทางการเทรดให้ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
● โฟกัสตลาดไม่กี่แห่ง – หลีกเลี่ยงการพยายามเทรดทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มต้นด้วยสินทรัพย์ 1 – 2 ประเภท เช่น ฟอเร็กซ์หรือดัชนี ทำความคุ้นเคยกับพฤติกรรมและรูปแบบความผันผวนของสินทรัพย์นั้นๆ
● ติดตามข่าว – จับตาดูปฏิทินเศรษฐกิจ อัปเดตข่าว และการแจ้งเตือนจากแพลตฟอร์ม การติดตามเหตุการณ์ที่อาจสร้างความผันผวนจะช่วยให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ควรหลีกเลี่ยง
การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไปที่พบได้บ่อยจะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการเทรด CFD ได้อย่างมาก มือใหม่หลายคนขาดทุนเนื่องจากนิสัยบางอย่างที่สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
● เทรดโดยไม่มีแผน – การพุ่งตัวเข้าเทรดโดยไม่มีกลยุทธ์มักนำไปสู่การตัดสินใจที่พลาด ทุกเทรดควรมีจุดเข้า จุดออก และระดับความเสี่ยงที่ชัดเจน
● ใช้เลเวอเรจมากเกินไป – การใช้เลเวอเรจมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยง และทำให้โอกาสแก้ตัวจากความผิดพลาดลดน้อยลง แม้แต่ความเคลื่อนไหวของตลาดเพียงเล็กน้อยก็สามารถนำไปสู่การขาดทุนจำนวนมหาศาลได้หากเสี่ยงมากเกินไป
● ไม่สนใจการจัดการความเสี่ยง – การไม่ตั้งระดับ Stop Loss หรือเสี่ยงมากเกินไปต่อการเทรดแต่ละครั้งสามารถทำให้หมดตัวได้อย่างรวดเร็ว เทรดเดอร์จึงไม่ควรเสี่ยงเงินมากกว่าระดับที่ยอมรับการขาดทุนได้
● เทรดด้วยอารมณ์ – ความกลัวและความโลภมักทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาด หลีกเลี่ยงการเทรดเอาคืน อย่าเทรดมากเกินไป อย่าออกนอกแผน และอย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์
● ไม่ทบทวนการเทรด – หากไม่ทบทวนการเทรดที่ผ่านมา ยิ่งเป็นการยากที่จะพัฒนาทักษะ บันทึกการเทรดและการวิเคราะห์ผลลัพธ์จะช่วยให้มองเห็นรูปแบบพฤติกรรมและจุดอ่อนของตนเอง
บทสรุปและข้อคิดเห็นส่งท้าย
การเทรด CFD มีความยืดหยุ่น ช่วยให้เทรดเดอร์เก็งกำไรจากตลาดทั่วโลกมากมายโดยไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์อ้างอิง มอบโอกาสใช้เลเวอเรจ การส่งคำสั่งที่รวดเร็ว และเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ฟอเร็กซ์ หุ้น ดัชนี และสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งหมดเข้าถึงได้จากบัญชีเดียว
ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน มือใหม่ควรเตรียมความพร้อมก่อนเทรด CFD เริ่มต้นด้วยเงินจำนวนไม่มาก ใช้บัญชีทดลองเทรด และจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่วันแรก
IQ Option นำเสนอแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย มีเครื่องมือขั้นสูง ข้อมูลเรียลไทม์ และการควบคุมความเสี่ยงที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของเทรดเดอร์มือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ การใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และความมีวินัยจะทำให้การเทรด CFD เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับพอร์ตการลงทุนของเทรดเดอร์ยุคใหม่
