กลับ
อัปเดตแล้ว: มกราคม 19, 2026

อธิบายการเทรดออปชัน – คอลออปชัน พุทออปชัน และหลักการทำงาน

This guide explains calls, puts and how they work in clear, beginner-friendly terms. Learn why options offer flexibility, how premiums are priced, and which strategies traders use to profit or manage risk in 2025’s fast-moving markets.
photo_2025-10-31 15.24.35
Mauricio Diaz
Lead Trading Educator

ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

ออปชันเป็นสัญญาทางการเงินที่มีความยืดหยุ่น และเทรดเดอร์สามารถเทรดด้วยเลเวอเรจ ออปชันต่างจากหุ้นตรงที่ได้ถือสิทธิ์ แต่ไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องซื้อหรือขายสินทรัพย์ตามราคาที่กำหนดภายในระยะเวลาที่ระบุ ลักษณะดังกล่าวทำให้ออปชันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการเก็งกำไรและจัดการความเสี่ยง

เทรดเดอร์จะใช้ออปชันเพื่อทำกำไรจากตลาดที่กำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง จำกัดความเสี่ยง หรือปกป้องพอร์ตลงทุนในช่วงที่ตลาดเอาแน่เอานอนไม่ได้ ในปี 2025 การเทรดออปชันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการเติบโตของสัญญาออปชันที่หมดอายุในวันเดียวกัน (Zero Day) และแพลตฟอร์มเทรดที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง

บทความนี้จะอธิบายพื้นฐานของการเทรดออปชัน พร้อมอธิบายว่าออปชันคืออะไร รวมถึงหลักการทำงานของคอลออปชัน (Call Option) พุทออปชัน (Put Option) สิ่งที่ส่งผลต่อราคา และกลยุทธ์ที่เทรดเดอร์ใช้บ่อยที่สุด

Wออปชันคืออะไร?

ออปชันเป็นสัญญาทางการเงินประเภทหนึ่ง เรียกว่าอนุพันธ์ (Derivative) เนื่องจากมูลค่าของออปชันขึ้นอยู่กับราคาสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น ดัชนี หรือคริปโต การซื้อออปชันเป็นการถือสัญญาที่มอบสิทธิ์แบบเจาะจง ซึ่งสิทธิ์ดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิงนั้น

ออปชันทั้งหมดมีสององค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ราคาใช้สิทธิ์ (Strike Price) และวันหมดอายุ ราคาใช้สิทธิ์เป็นระดับราคาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดให้สามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์นั้นๆ วันที่หมดอายุเป็นวันสุดท้ายที่สามารถใช้สัญญาได้นอกจากนี้ออปชันยังมีต้นทุนที่เรียกว่าพรีเมียม (Premium) ค่าพรีเมียมเป็นราคาที่ต้องจ่ายล่วงหน้าเพื่อเข้าทำสัญญา

ออปชันเป็นสินทรัพย์ที่มีความโดดเด่นตรงที่มอบทางเลือกให้ผู้ซื้อตัดสินใจ ผู้ถือหุ้นต้องยอมรับการเคลื่อนไหวของราคาที่แกว่งขึ้นลง ผู้ถือออปชันสามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้สิทธิ์หรือปล่อยให้สัญญาหมดอายุ หากเทรดไม่เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ ผู้ถือออปชันต้องจ่ายสูงสุดแค่ค่าพรีเมียมเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้ออปชันเป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นสำหรับการเก็งกำไรและควบคุมความเสี่ยง

ลักษณะสำคัญของออปชัน

●  สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) – หุ้น ดัชนี หรือคริปโตที่เชื่อมโยงกับออปชัน

●  ราคาใช้สิทธิ์ (Strike Price) – ราคาที่ตกลงไว้ว่าจะซื้อหรือขาย

●  วันหมดอายุ – วันสุดท้ายที่สามารถใช้สิทธิ์ออปชันได้

●  พรีเมียม (Premium) – ค่าใช้จ่ายของสัญญาที่ต้องชำระล่วงหน้า

●  สิทธิ์ไม่ใช่ภาระผูกพัน – ผู้ซื้อสามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิ์หรือปล่อยให้หมดอายุออปชันแตกต่างจากสัญญาฟิวเจอร์ส ฟิวเจอร์สเป็นภาระผูกพันที่ต้องซื้อหรือขายสินทรัพย์ ณ วันที่หมดอายุ ออปชันตรงข้ามกับฟิวเจอร์ส ออปชันให้แค่สิทธิ์เท่านั้น ความแตกต่างดังกล่าวอธิบายถึงเหตุผลที่เทรดเดอร์จำนวนมากใช้ออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนหรือทำกำไรตามทิศทางระยะสั้นโดยไม่ต้องลงทุนเงินจำนวนมาก

หลักการทำงานของออปชัน

พื้นฐานของออปชันคือสัญญาระหว่างสองฝ่าย ผู้ซื้อออปชันจะจ่ายพรีเมียมให้ผู้ขายโดยแลกเปลี่ยนกับสิทธิ์บางอย่าง ผู้ซื้อมีสิทธิ์ซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาใช้สิทธิ์ก่อนวันหมดอายุหรือเมื่อถึงวันหมดอายุ ผู้ขายหรือผู้ออกตราสารสิทธิ์ (Writer) มีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาหากผู้ซื้อตัดสินใจใช้สิทธิ์

เพื่อทำความเข้าใจหลักการทำงานของออปชัน ให้นึกถึง 4 ส่วนหลักของสัญญา นั่นคือ  สินทรัพย์อ้างอิง ราคาใช้สิทธิ์ วันหมดอายุ และพรีเมียม เมื่อรวมเข้าด้วยกัน องค์ประกอบเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดมูลค่าและผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ของการเทรด

องค์ประกอบหลักของออปชัน

●  สินทรัพย์อ้างอิง – ตราสารที่เทรด เช่น หุ้น หรือดัชนี

●  ราคาใช้สิทธิ์ – ระดับราคาที่ออปชันถูกใช้สิทธิ์

●  วันหมดอายุ – วันสุดท้ายที่ออปชันสามารถใช้สิทธิ์

●  พรีเมียม – ต้นทุนที่ผู้ซื้อต้องชำระเพื่อเข้าทำสัญญา

ดูตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าเทรดเดอร์ซื้อคอลออปชันของหุ้น Apple ที่มีราคาใช้สิทธิ์ 180 USD และจะหมดอายุในอีกหนึ่งเดือนนับจากนี้ ค่าพรีเมียมสำหรับสัญญานี้อยู่ที่ 5 USD หากราคาหุ้น Apple เพิ่มเป็น 190 USD ออปชันจะมีมูลค่าอย่างน้อย 10 USD เนื่องจากผู้ซื้อสามารถซื้อหุ้นที่ราคา 180 USD และขายทันทีที่ราคา 190 USD เมื่อหักค่าพรีเมียม 5 USD จะได้กำไรสุทธิ 5 USD ต่อหุ้น หากราคาหุ้น Apple ยังคงต่ำกว่า 180 USD ออปชันจะหมดอายุไปโดยไม่มีมูลค่า และเทรดเดอร์จะเสียแค่ค่าพรีเมียมเท่านั้นโครงสร้างนี้แสดงให้เห็นว่าออปชันเป็นสิ่งที่มีความยืดหยุ่นสำหรับเทรดเดอร์ ผู้ซื้อมีความเสี่ยงที่จำกัดเพียงแค่ค่าพรีเมียม ขณะที่ผู้ขายรับความเสี่ยงมากกว่าเพื่อแลกกับค่าพรีเมียมที่ได้มาล่วงหน้า

อธิบายคอลออปชัน (Call Option)

คอลออปชันเป็นสัญญาที่มอบสิทธิ์ให้ผู้ซื้อสามารถซื้อสินทรัพย์ในราคาใช้สิทธิ์ที่กำหนดไว้ก่อนถึงวันหมดอายุ เทรดเดอร์จะใช้คอลออปชันเมื่อเชื่อว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงจะสูงขึ้น การซื้อคอลออปชันถือเป็นสถานะที่คาดว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้น (Bullish)

ผลตอบแทนจากคอลออปชันมาจากส่วนต่างระหว่างราคาตลาดและราคาใช้สิทธิ์ หักด้วยพรีเมียมที่จ่าย หากราคาตลาดสูงกว่าราคาใช้สิทธิ์ ออปชันจะมีมูลค่า หากราคาตลาดต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ์ ออปชันจะหมดอายุไปอย่างไม่มีมูลค่า และผู้ซื้อจะเสียแต่ค่าพรีเมียมเท่านั้น

ตัวอย่างของการเทรดคอลออปชัน

สมมติว่าเทรดเดอร์ซื้อคอลออปชันของหุ้น Tesla ที่มีราคาใช้สิทธิ์ 250 USD และจะหมดอายุในอีกหนึ่งเดือน ค่าพรีเมียมอยู่ที่ 8 USD หากราคาหุ้น Tesla เพิ่มขึ้นเป็น 270 USD คอลออปชันจะมีมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) เท่ากับ 20 USD หลังจากการหักค่าพรีเมียม 8 USD เทรดเดอร์จะได้เงิน 12 USD ต่อหุ้น หากราคาหุ้น Tesla ต่ำกว่า 250 USD ออปชันจะหมดอายุโดยไม่มีมูลค่า และเทรดเดอร์จะเสีย 8 USD ต่อหุ้น

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคอลออปชัน

●  เครื่องมือ Bullish – คอลออปชันทำกำไรเมื่อราคาสูงกว่าราคาใช้สิทธิ์

●  ความเสี่ยงจำกัด – ขาดทุนสูงสุดแค่ค่าพรีเมียมที่จ่าย

●  ทำเงินได้ไม่จำกัด – ตามหลักการแล้วโอกาสทำกำไรยิ่งมากขึ้นเมื่อราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น

●  ผลกระทบจากเลเวอเรจ – คอลออปชันช่วยให้ควบคุมหุ้นได้มากกว่า โดยใช้เงินทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นตรงๆ

คอลออปชันได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มนักเก็งกำไรและนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง นักเก็งกำไรจะซื้อคอลออปชันเพื่อทำกำไรจากราคาที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนใช้คอลออปชันเพื่อล็อกราคาซื้อหรือสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคา โดยจำกัดผลขาดทุนให้อยู่ในระดับที่กำหนด

อธิบายพุทออปชัน (Put Option)

หากคอลออปชันเป็นเครื่องมือสำหรับเทรดเดอร์ที่เล่นขาขึ้น พุทออปชันก็เป็นสิ่งที่ใช้ในทิศทางตรงกันข้าม พุทออปชันมอบสิทธิ์ให้เทรดเดอร์สามารถขายสินทรัพย์ในราคาใช้สิทธิ์ที่กำหนดก่อนวันหมดอายุของออปชัน เทรดเดอร์จะใช้พุทออปชันเมื่อคิดว่าราคาจะลดลงหรือต้องการปกป้องพอร์ตจากการขาดทุน

หลักทำงานของพุทออปชัน

การซื้อพุทออปชันเป็นการกำหนดราคาขั้นต่ำให้กับมูลค่าของสินทรัพย์ หากราคาตลาดลดลงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ์ พุทออปชันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หากราคาตลาดยังคงอยู่เหนือราคาใช้สิทธิ์ พุทออปชันจะหมดอายุแบบไม่มีมูลค่า และผู้ซื้อจะเสียแต่ค่าพรีเมียม

ดูตัวอย่างดังต่อไปนี้ เทรดเดอร์ซื้อพุทออปชันของ Microsoft ที่มีราคาใช้สิทธิ์ 300 USD และค่าพรีเมียม 7 USD หากราคาหุ้น Microsoft ลดลงมาที่ 280 USD พุทออปชันจะมีมูลค่า 20 USD หักพรีเมียมจะได้กำไรสุทธิ 13 USD ต่อหุ้น หากราคาหุ้น Microsoft สูงกว่า 300 USD ออปชันหมดอายุ และปริมาณขาดทุนของเทรดเดอร์จะถูกจำกัดอยู่ที่ 7 USD ต่อหุ้น

เหตุผลที่เทรดเดอร์ใช้พุทออปชัน

●  เก็งกำไร – ทำกำไรจากราคาที่ลดลงโดยไม่ต้องทำการขายชอร์ต

●  เฮดจิ้ง – ปกป้องพอร์ตหุ้นจากการขาดทุนช่วงตลาดขาลง

●  ความเสี่ยงจำกัด – ปริมาณขาดทุนสูงสุดเท่ากับพรีเมียมที่จ่ายไป

●  ความยืดหยุ่น – มีประโยชน์ทั้งในตลาดช่วงขาลงและตลาดแบบไซด์เวย์

พุทออปชันได้รับความนิยมเป็นพิเศษในตลาดที่เคลื่อนไหวผันผวน เพราะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวขาลงหรือปกป้องกำไรที่ทำได้ช่วงราคาขึ้น ในปี 2025 ตลาดผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงที่มีการประกาศรายได้และอัตราดอกเบี้ย พุทออปชันยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทั้งกลยุทธ์เชิงป้องกันและเชิงรุก

พรีเมียมและราคาของออปชัน

ราคาของออปชันเรียกว่าพรีเมียม หมายถึงต้นทุนของการซื้อสิทธิ์เพื่อเทรดสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาใช้สิทธิ์ พรีเมียมในฝั่งผู้ซื้อคือปริมาณขาดทุนสูงสุดที่เป็นไปได้ พรีเมียมในฝั่งผู้ขายคือรายได้ที่เกิดขึ้นทันทีจากการรับภาระผูกพันตามเงื่อนไขของสัญญา

มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) กับมูลค่าภายนอก (Extrinsic Value)

พรีเมียมของออปชันมี 2 องค์ประกอบ มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) มาจากส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับราคาใช้สิทธิ์ หากคอลออปชันให้สิทธิ์ซื้อที่ราคา 100 USD ขณะที่ราคาเทรดหุ้นอยู่ที่ 110 USD มูลค่าที่แท้จริงจะเท่ากับ 10 USD มูลค่าภายนอก (Extrinsic Value) คือส่วนที่เหลือ ซึ่งเป็นมูลค่าที่อ้างอิงจากเวลาที่เหลืออยู่จนถึงเวลาหมดอายุและความผันผวนที่คาดไว้

บทบาทของเวลาและความผันผวน

การเสื่อมค่าตามเวลา (Time Decay) จะลดมูลค่าภายนอกเมื่อใกล้ถึงเวลาหมดอายุ ส่งผลให้สถานะออปชันมีมูลค่าลดลงแม้ว่าตลาดจะไม่มีการเคลื่อนไหว ในทางกลับกัน ยิ่งตลาดผันผวน ค่าพรีเมียมก็ยิ่งสูงขึ้น เมื่อเทรดเดอร์คาดว่าจะมีความผันผวนสูง เทรดเดอร์จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อโอกาสทำกำไรจากความผันผวนดังกล่าว

อธิบายตัวแปรความเสี่ยง (Greeks) แบบเข้าใจได้ง่าย

เทรดเดอร์ที่เทรดออปชันจะใช้หน่วยวัดที่เรียกว่า Greeks เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของราคา

●  Delta – ความอ่อนไหวของออปชันต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์อ้างอิง

●  Gamma – อัตราการเปลี่ยนแปลงของ Delta เร็วแค่ไหน

●  Theta – ผลกระทบของการเสื่อมค่าตามเวลาที่ทำให้มูลค่าของออปชันลดลง

●  Vega – ความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของความผันผวน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2025

ช่วงต้นปี 2025 ออปชัน zero-day-to-expiry (0DTE) สำหรับ S&P 500 ได้รับความนิยมอย่างมาก ค่าพรีเมียมของออปชันดังกล่าวแทบทั้งหมดเป็นมูลค่าภายนอก เนื่องจากจะหมดอายุในไม่กี่ชั่วโมง ความผันผวนที่เปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียวระหว่างวันสามารถทำให้ออปชันมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่า แต่จะสูญเสียมูลค่าทั้งหมดเมื่อตลาดปิดทำการuring the day can make these contracts double or triple in price, but they also lose all value the moment the market closes.

ทำไมต้องเทรดออปชัน ข้อดี และความเสี่ยง

ออปชันได้รับความนิยมเพราะสามารถเพิ่มโอกาสทำกำไร และช่วยให้มีวิธีจัดการความเสี่ยง แต่ออปชันก็มีด้านอันตรายที่เทรดเดอร์ต้องทำความเข้าใจก่อนใช้งาน การรู้จักทั้งข้อดีและข้อเสียจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ว่าควรใช้ออปชันตอนไหนและวางแผนเทรดอย่างไร

ข้อดีของออปชัน

ออปชันช่วยให้เทรดเดอร์ทำเงินได้มากขึ้นด้วยเงินทุนที่น้อยลง และออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะกับสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนในช่วงเวลาที่ตลาดไม่แน่นอน

●  เลเวอเรจ – มีโอกาสเข้าถึงสถานะที่ใหญ่ขึ้นด้วยการจ่ายเพียงแค่ค่าพรีเมียมเท่านั้น

●  ความยืดหยุ่น – เทรดออปชันหลายสัญญาเพื่อทำกำไรจากตลาดที่หลากหลายทั้งแนวโน้มขาขึ้น ลดลง หรือไซด์เวย์

●  เฮดจิ้ง – ใช้พุทออปชันเพื่อปกป้องพอร์ตจากตลาดที่ลดลง

●  ความเสี่ยงที่ชัดเจนสำหรับผู้ซื้อ – ปริมาณขาดทุนสูงสุดถูกจำกัดแค่ค่าพรีเมียมที่จ่าย

●  ใช้เงินน้อยกว่า – ออปชันใช้เงินลงทุนล่วงหน้าน้อยกว่าการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง

ความเสี่ยงของออปชัน

สิ่งที่ทำให้ออปชันได้เงินก็สามารถทำให้ขาดทุนได้เช่นกัน การเสื่อมค่าตามเวลาและการเปลี่ยนแปลงของความผันผวนไม่เป็นผลดีต่อเทรดเดอร์ที่ไม่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะคนขายออปชันที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง

●  การเสื่อมค่าตามเวลา – ออปชันจะสูญเสียมูลค่าเมื่อใกล้ถึงเวลาหมดอายุ

●  สูญเสียพรีเมียมทั้งหมด – ผู้ซื้ออาจเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าทั้งหมด

●  ความซับซ้อน – กลยุทธ์ออปชันอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากหากไม่ฝึกฝน

●  การขาดทุนไม่จำกัดสำหรับผู้ขาย – ผู้ออกออปชันที่ไม่มีสินทรัพย์รองรับจะต้องรับความเสี่ยงไม่จำกัด

●  ความอ่อนไหวของตลาด – การเคลื่อนไหวของตลาดที่รุนแรงสามารถทำให้เงินลงทุนหายไปในพริบตา

ออปชันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเมื่อใช้ด้วยความระมัดระวังเท่านั้น เทรดเดอร์ต้องชั่งน้ำหนักข้อดีและความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนที่จะนำมาใช้กับกลยุทธ์but only when used with caution. Traders must weigh these benefits and risks carefully before adding them to their strategy.

กลยุทธ์ออปชันทั่วไป

ออปชันเป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นที่สามารถปรับให้เข้ากับกลยุทธ์มากมาย บางกลยุทธ์ออกแบบมาเพื่อทำเงิน บางกลยุทธ์ช่วยป้องกันความเสี่ยง และบางกลยุทธ์ช่วยทำกำไรจากความผันผวนของตลาด ด้านล่างนี้เป็น 4 กลยุทธ์ยอดนิยมที่เทรดเดอร์ใช้บ่อยที่สุด พร้อมด้วยการอธิบายแบบเข้าใจง่าย และการยกตัวอย่างที่ชัดเจน

Covered Call

Covered Call เป็นกลยุทธ์ยอดนิยมสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่แล้ว เทรดเดอร์จะขายคอลออปชันของหุ้นที่ตนถืออยู่ ซึ่งจะได้รับพรีเมียมเป็นค่าตอบแทน แลกกับการถูกจำกัดกำไรในกรณีที่ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น พรีเมียมเป็นสิ่งที่ทำให้รายได้เพิ่ม และลดความเสี่ยงเล็กน้อยหากราคาหุ้นร่วงลง

กลยุทธ์นี้เหมาะกับตลาดที่เคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์หรือปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ซึ่งนักลงทุนไม่ได้คาดหวังกำไรที่พุ่งขึ้นแรง กลยุทธ์นี้มักใช้เป็นวิธีสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอให้กับพอร์ตลงทุน ความเสี่ยงหลักๆ อยู่ที่หากราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้กำไรถูกจำกัด เนื่องจากหุ้นอาจถูกเรียกใช้สิทธิ์ตามสัญญา

ตัวอย่าง คุณมีหุ้น Apple อยู่ 100 หุ้นที่ราคา 180 USD คุณขายคอลออปชันที่ราคาใช้สิทธิ์ 190 USD โดยมีค่าพรีเมียม 5 USD หากราคาหุ้น Apple ยังคงต่ำกว่า 190 USD คุณจะได้รับสิทธิ์ถือครองหุ้นไว้ และได้ 5 USD ต่อหุ้นจากพรีเมียม หากราคาหุ้น Apple ปรับเพิ่มขึ้นเกิน 190 USD คุณจะถูกบังคับขายที่ราคาใช้สิทธิ์นั้น โดยได้รับค่าพรีเมียม แต่จะเสียโอกาสทำกำไรส่วนเกินที่สูงกว่า 190 USD

Protective Put

Protective Put มักถูกมองว่าเป็นการทำประกันให้กับพอร์ต เทรดเดอร์มีหุ้นอยู่แล้วซื้อพุทออปชันที่ราคาใช้สิทธิ์ต่ำกว่า หากราคาหุ้นปรับลดลง มูลค่าของพุทออปชันจะเพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยการขาดทุนจากราคาหุ้นที่ลดลง หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น พุทออปชันจะหมดอายุไปแบบไร้ค่า แต่กำไรจากการถือหุ้นสามารถชดเชยต้นทุนของออปชันได้

Protective Put มีประโยชน์เวลาถือครองหุ้นระยะยาวตอนที่ความผันผวนตลาดเอาแน่เอานอนไม่ได้ ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ขาดทุนช่วงตลาดขาลง พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ข้อเสียหลักคือค่าพรีเมียมของพุทออปชันที่อาจทำให้กำไรน้อยลงหากราคาหุ้นไม่ปรับตัวลดลง

ตัวอย่าง คุณมีหุ้น Microsoft จำนวน 100 หุ้นที่ราคา 300 USD คุณซื้อพุทออปชัน 290 USD ที่มีค่าพรีเมียม 6 USD หากราคาหุ้น Microsoft ร่วงลงเป็น 270 USD พุทออปชันจะทำกำไรได้ 20 USD ช่วยชดเชยการขาดทุนจากหุ้นได้ หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ต้องเสียมีแค่ค่าพรีเมียม 6 USD เท่านั้น

Straddle

Straddle เป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนคาดหวังว่าราคาจะเคลื่อนไหวแรง แต่ไม่แน่ใจว่าทิศทางจะขึ้นหรือลง กลยุทธ์นี้เป็นการซื้อคอลออปชันและพุทออปชันที่ราคาใช้สิทธิ์เดียวกัน และเวลาหมดอายุพร้อมกัน หากราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น คอลออปชันจะมีมูลค่า หากราคาสินค้าลดลง พุทออปชันจะให้ผลตอบแทน

กลยุทธ์นี้มักนำมาใช้ก่อนเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น การประกาศรายได้ของบริษัทหรือการประชุมของธนาคารกลาง ความท้าทายอยู่ตรงที่ค่าใช้จ่ายรวมของทั้งสองออปชันค่อนข้างสูง ดังนั้นราคาสินทรัพย์ต้องขยับแรงถึงจะทำให้การเทรดได้กำไร ถ้าราคาขยับนิดเดียวจะขาดทุน

ตัวอย่าง ราคาหุ้นอยู่ที่ 100 USD คุณซื้อคอลออปชัน 100 USD ที่มีค่าพรีเมียม 4 USD และซื้อพุทออปชัน 100 USD ที่มีค่าพรีเมียม 3 USD ต้นทุนทั้งหมดเท่ากับ 7 USD หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 115 USD คอลออปชันจะมีมูลค่า 15 USD ทำให้ได้กำไร 8 USD หลังจากหักต้นทุน หากราคาหุ้นลดลงเป็น 90 USD พุทออปชันจะมีมูลค่า 10 USD เหลือกำไร 3 USD

Iron Condor

Iron Condor เป็นกลยุทธ์ที่เน้นทำกำไรจากตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบจำกัด เทรดเดอร์จะขายคอลออปชันที่มีสถานะ Out-of-the-Money หนึ่งสัญญา และพุทออปชันที่มีสถานะ Out-of-the-Money หนึ่งสัญญา ควบคู่ไปกับการซื้อออปชัน Out-of-the-Money ที่อยู่ห่างจากราคาปัจจุบันออกไปเพื่อป้องกันการขาดทุน เป้าหมายคือการได้รับค่าพรีเมียมสุทธิหากราคาสินทรัพย์ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบราคาที่กำหนดจนสิ้นสุดอายุสัญญา

วิธีดังกล่าวได้รับความนิยมในช่วงที่ตลาดสงบ ซึ่งเทรดเดอร์คาดว่ามีความผันผวนน้อย กลยุทธ์นี้ให้กำไรจำกัดและความเสี่ยงก็จำกัดเหมือนกัน กำไรสูงสุดคือค่าพรีเมียมที่ได้รับ ส่วนการขาดทุนสูงสุดมาจากส่วนต่างระหว่างราคาใช้สิทธิ์หักด้วยค่าพรีเมียมที่ได้รับ

ตัวอย่าง ราคาหุ้นอยู่ที่ 100 USD คุณขายพุทออปชันที่ 95 USD และซื้อพุทออปชันที่ 90 USD ในขณะเดียวกันคุณขายคอลออปชันที่ 105 USD และซื้อคอลออปชันที่ 110 USD ค่าพรีเมียมที่ได้รับจะอยู่ที่ 2 USD หากราคาหุ้นปิดระหว่าง 95 USD และ 105 USD คุณจะได้รับกำไร 2 USD หากราคาหุ้นลดลงต่ำกว่า 90 USD หรือเพิ่มขึ้นสูงกว่า 110 USD จำนวนขาดทุนสูงสุดของคุณจะอยู่ที่ 3 USD

การเทรดออปชันในปี 2025

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดออปชันเติบโตอย่างรวดเร็ว และปี 2025 ได้แสดงให้เห็นแนวโน้มใหญ่ๆ ที่ชัดเจน เทรดเดอร์รายย่อยมีการเคลื่อนไหวมากกว่าเดิม แพลตฟอร์มต่างๆ ปรับตัวด้วยการดำเนินการคำสั่งให้เร็วขึ้น รวมถึงการวิเคราะห์ขั้นสูง และเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI หนึ่งในเรื่องใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของออปชันที่มีอายุสั้นมาก

การเติบโตของออปชันที่หมดอายุในวันเดียวกัน (Zero Day Option หรือ 0DTE)

ออปชันแบบวันหมดอายุ 0 วัน (Zero Day หรือ 0DTE) ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะในดัชนี S&P 500 ออปชันแบบนี้จะหมดอายุในวันเดียวกับวันที่ออกสัญญา ช่วยให้มีโอกาสทำกำไรอย่างรวดเร็ว พร้อมลดความเสี่ยงที่สูงขึ้น ในปี 2025 ออปชันแบบ 0DTE ครองสัดส่วนหลักของปริมาณซื้อขายรายวัน อ้างอิงจากข้อมูลของ Cboe เทรดเดอร์ใช้ออปชันประเภทนี้เพื่อเก็งกำไรอย่างรวดเร็วจากการเคลื่อนไหวของราคาภายในวัน และป้องกันความเสี่ยงตอนประกาศข่าวเศรษฐกิจ

เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์รายย่อยเข้าถึงได้มากขึ้น

ปัจจุบันแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงกลยุทธ์การลงทุนแบบหลายสัญญา รวมถึงเครื่องมือคำนวณความเสี่ยง และข้อมูลเทรดแบบเรียลไทม์ สิ่งที่เคยจำกัดอยู่แค่ผู้ใช้ที่เชี่ยวชาญ ปัจจุบันได้กลายเป็นฟังก์ชันมาตรฐานทั่วไป นอกจากนี้ แพลตฟอร์มหลายที่ยังนำเสนอเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ และฟีเจอร์เทรดจำลอง (Paper Trading) ช่วยให้มือใหม่หัดเทรดออปชันเข้าถึงออปชันได้ง่ายขึ้น และมีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ

AI และระบบอัตโนมัติ

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มีบทบาทมากขึ้นกับการเทรดออปชัน อัลกอริทึมจะตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ คาดการณ์ความผันผวนแฝง และจำลองผลลัพธ์ของกลยุทธ์ก่อนที่เทรดเดอร์จะตัดสินใจลงทุนด้วยเงินจริง เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์ดำเนินการได้เร็วขึ้น และจัดการความเสี่ยงในรูปแบบที่ไม่สามารถทำได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การเทรดออปชันในปี 2025 กว้างขวางมากขึ้น มีความรวดเร็วขึ้น และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากกว่าที่เคยเป็นมา หลักการพื้นฐานของคอลออปชันและพุทออปชันยังคงเหมือนเดิม แต่สภาพแวดล้อมที่เทรดเดอร์ใช้ออปชันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

สรุปส่งท้าย

ออปชันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ช่วยให้เทรดเดอร์เก็งกำไร ป้องกันความเสี่ยง และจัดการความเสี่ยงแบบที่หุ้นไม่สามารถทำได้ คอลออปชันช่วยให้ได้กำไรตอนที่ราคาเพิ่มขึ้น ส่วนพุทออปชันช่วยป้องกันความเสี่ยงหรือมอบโอกาสทำเงินตอนราคาลดลง การทำความเข้าใจหลักการทำงานของสัญญาออปชันเหล่านี้เป็นก้าวแรกที่จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการใช้ออปชัน

ปี 2025 การเทรดออปชันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน ปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยใช้แพลตฟอร์มที่มีการวิเคราะห์ขั้นสูง เครื่องมือการลงทุนแบบหลายสัญญา และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI การเติบโตของออปชันแบบหมดอายุในวันเดียวกันแสดงให้เห็นว่าตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หลักการพื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ผู้ซื้อต้องแบกรับความเสี่ยงสูงสุดแค่ค่าพรีเมียมที่จ่าย ส่วนผู้ขายต้องรับภาระผูกพันมากกว่าเพื่อแลกกับการได้รับเงินล่วงหน้า

ความมีวินัยเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ ออปชันช่วยให้ได้รับกำไรก็จริง แต่หากใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็อาจทำให้ขาดทุนมากขึ้น เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมักให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยง ทดสอบกลยุทธ์ และเลือกแนวทางที่เหมาะกับเป้าหมายของตนเอง หากมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ออปชันจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับการเทรด

อัปเดตแล้ว: ม.ค. 19, 2026

Alexandre Raider

Alexandre has spent nearly 7 years working directly with traders on some of the most complex instruments available — binary options, digital options, leveraged positions. He has seen firsthand what happens when risk is misunderstood, and that experience shapes everything he writes. His focus is on the mechanics that matter most when real money is involved: margin, leverage, position sizing, and the specific rules that apply to derivatives trading.