กลับ
อัปเดตแล้ว: มกราคม 29, 2026

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) คืออะไร

ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับความตึงเครียดที่รุนแรง และไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก ธนาคารกลางจะหันไปใช้มาตรการทางเลือกอื่นนอกเหนือจากแนวทางปกติ หนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดคือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE) ซึ่งเป็นนโยบายที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินโลกนับตั้งแต่วิกฤตปี 2008 และปัจจุบันก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการลงทุน อัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับความหมายของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ กลไกการทำงาน และเหตุผลที่ยังคงมีความสำคัญในปี 2025
photo_2025-10-31 15.24.35
Mauricio Diaz
Trading Educator

ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นเครื่องมือนโยบายทางการเงินที่ธนาคารกลางใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อการลดอัตราดอกเบี้ยตามปกติไม่ได้ผลอีกต่อไป แทนที่จะทำการปรับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ธนาคารกลางจะซื้อสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งปกติมักเป็นพันธบัตรรัฐบาล เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องกลับเข้าไปในระบบ วิธีนี้จะทำให้มาตรการ QE สามารถลดต้นทุนการกู้ยืม กระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ และส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ นับตั้งแต่วิกฤตทางการเงินปี 2008 มาตรการ QE ได้กลายเป็นแนวทางสำคัญของนโยบายทางการเงินระดับโลกและยังคงมีผลต่อตลาดปี 2025 บทความนี้จะอธิบายว่า QE เป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร รวมถึงข้อดีและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) คืออะไร

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หมายถึงนโยบายทางการเงินนอกเหนือจากแนวทางปกติ ธนาคารกลางจะใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อทำการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมากเพื่อเพิ่มอุปทานเงินและสนับสนุนให้มีการปล่อยสินเชื่อ การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเมื่ออัตราดอกเบี้ยเกือบเข้าใกล้ศูนย์และไม่สามารถลดให้ต่ำลงได้อีก

ในทางปฏิบัติมาตรการ QE มักเกี่ยวข้องกับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว บางครั้งอาจเป็นการซื้อตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือหุ้นกู้ภาคเอกชน การซื้อเหล่านี้ทำให้ธนาคารกลางสามารถอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ธนาคารที่ขายพันธบัตรก็ได้รับเงินสด สามารถนำเงินไปปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจและครัวเรือน

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลงมักทำให้นักลงทุนหันไปมองหาผลตอบแทนที่สูงกว่าจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้นกู้เอกชนหรือตราสารทุน ช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มเงินทุนได้ง่ายมากขึ้น ส่วนต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลงก็ส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนสามารถเพิ่มการใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย รถยนต์ หรือการซื้อของชิ้นใหญ่อื่นๆ

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ไม่ได้เป็นการ “พิมพ์เงิน” ออกมาแจกตรงๆ ความจริงแล้วธนาคารกลางจะสร้างเงินสำรองในระบบดิจิทัลเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับพันธบัตร กระบวนการนี้จะช่วยเพิ่มอุปทานของเงินที่มีให้สำหรับการปล่อยสินเชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินจะไหลไปสู่การใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ธนาคารจะปล่อยกู้และมีคนอยากกู้

นับตั้งแต่วิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2008 ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ได้นำมาตรการ QE ไปใช้ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น ในช่วงที่ COVID-19 แพร่ระบาดได้มีการนำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณมาใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ทำให้มีเงินหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐถูกเพิ่มเข้าไปในระบบการเงินทั่วโลก

กลไกการทำงานของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเป็นกระบวนการที่มีโครงสร้างเป็นขั้นตอน ซึ่งเริ่มต้นที่การตัดสินใจของธนาคารกลางและส่งผลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่ละขั้นตอนมีผลกระทบที่เฉพาะเจาะจงและส่งผลเป็นทอดๆ

ขั้นตอน 1 ธนาคารกลางประกาศใช้ QE

ขั้นตอนแรกเป็นเรื่องของการสื่อสาร ธนาคารกลางจะประกาศแผนการใช้มาตรการ รวมถึงขนาดของโครงการ ไทม์ไลน์ และประเภทของสินทรัพย์ที่จะซื้อ การประกาศจะเข้ามามีบทบาทสำคัญและกำหนดความคาดหวังของตลาด แม้กระทั่งก่อนการซื้อจะเริ่มต้นขึ้น เทรดเดอร์มักตอบสนองทันที ทั้งการทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลง และปรับพอร์ตการลงทุนเพราะคาดว่าสภาวะทางการเงินจะไหลเวียนคล่องขึ้น ยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนที่ธนาคารกลางยุโรปประกาศ QE เมื่อปี 2015 ผลตอบแทนพันธบัตรทั้งยูโรโซนเริ่มปรับลดลงทันทีที่มีการประกาศแผน

ขั้นตอน 2 การซื้อสินทรัพย์

เมื่อโครงการตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเริ่มต้นขึ้น ทางธนาคารกลางจะทำการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมาก ปกติมักเป็นพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว แต่บางครั้งอาจรวมถึงตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือหุ้นกู้เอกชน การซื้อเหล่านี้จะดำเนินการผ่านธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นๆ เมื่อธนาคารกลางชำระเงินค่าพันธบัตรก็จะโอนยอดเงินไปที่บัญชีเงินสำรองของธนาคาร ทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินเพิ่มขึ้น อุปทานของเงินสำรองจำนวนมากจะลดความจำเป็นที่ธนาคารต้องกู้ยืมเงินจากกันและกัน อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจึงต่ำ

ขั้นตอน 3 ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง

เมื่อธนาคารกลางซื้อพันธบัตร อุปสงค์จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น นั่นแปลว่าผลตอบแทนลดลง ผลตอบแทน (Yield) สะท้อนต้นทุนการกู้ยืม ดังนั้นจึงเป็นการช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดหาเงินมาชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล ด้านภาคธุรกิจก็สามารถออกตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น และภาคครัวเรือนสามารถกู้เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงกับดอกเบี้ยระยะยาว เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย ตัวอย่างเช่น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศมาตรการ QE เมื่อปี 2008 อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การซื้อที่อยู่อาศัยทำได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอน 4 ปรับสมดุลพอร์ต

นักลงทุนที่ขายพันธบัตรให้กับธนาคารกลางจะถือเงินสดอยู่ ดังนั้นเพื่อรักษาผลตอบแทน นักลงทุนจึงมักย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นกู้ภาคเอกชน ตราสารทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ สิ่งนี้เรียกกันว่าการปรับสมดุลพอร์ต (Portfolio Rebalancing) อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นสำหรับสินทรัพย์เหล่านี้เป็นแรงหนุนที่ทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนโดยรวมทั้งตลาดจึงลดลง การเพิ่มขึ้นของตราสารทุนช่วยสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจ และเพิ่มความมั่งคั่งของครัวเรือน ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวช่วยกระตุ้นการก่อสร้างและการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

ขั้นตอน 5 การปล่อยสินเชื่อและการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ธนาคารที่ขายสินทรัพย์ให้กับธนาคารกลางจะมีเงินสำรองมากขึ้น ศักยภาพการปล่อยสินเชื่อจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจึงเป็นการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถกู้ยืมเงินเพื่อขยายกิจการ และจูงใจให้ผู้บริโภคใช้สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าที่มีราคาสูง สินเชื่อที่ไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นช่วยส่งเสริมการใช้จ่ายและการลงทุน ช่วงที่ญี่ปุ่นใช้ QE ในทศวรรษ 2000 ธนาคารได้นำเงินสำรองที่เพิ่มสูงขึ้นไปสนับสนุนการให้สินเชื่อกับภาคธุรกิจ ช่วยพยุงการลงทุนให้มีเสถียรภาพช่วงที่เศรษฐกิจมีการเติบโตต่ำ

ขั้นตอน 6 ผลกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง

ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการส่งผ่านนโยบายไปสู่เศรษฐกิจจริง การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ที่มีต่อสินค้าและบริการ สนับสนุนให้มีการผลิตเพิ่มขึ้นและเพิ่มการจ้างงาน การจ้างงานที่สูงขึ้นช่วยลดอัตราการว่างงาน และทำให้ค่าจ้างมีแนวโน้มขยับขึ้น ในสถานการณ์ที่เหมาะสม อัตราเงินเฟ้อจะขยับเพิ่มขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายของธนาคารกลาง ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะเงินฝืด มาตรการ QE มักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางเลือกสุดท้าย แต่เมื่อนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพในช่วงวิกฤต

ประโยชน์ของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเป็นหนึ่งในนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลกการเงินยุคใหม่ เมื่อนำไปใช้งานอย่างถูกวิธีจะช่วยประคองตลาดให้นิ่งลงและฟื้นฟูความมั่นใจช่วงที่เกิดวิกฤต ซึ่งข้อดีหลักๆ มีดังนี้

  • ต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลง – การซื้อพันธบัตรระยะยาวผ่านการทำ QE จะส่งผลให้พันธบัตรถูกกดให้ต่ำลง ส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนของสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อธุรกิจ และการจัดหาเงินทุนของภาครัฐ ต้นทุนสินเชื่อที่ลดลงส่งเสริมให้ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต
  • กระตุ้นการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน – เมื่อเงินสำรองเพิ่มมากขึ้นและอัตราดอกเบี้ยลดลง ธนาคารจึงพร้อมปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ภาคธุรกิจจะใช้ต้นทุนการกู้ยืมที่ถูกลงเพื่อขยายกิจการ ด้านผู้บริโภคจะทำการกู้ยืมเพื่อซื้อสินค้าราคาสูงที่ต้องการ กระแสเงินที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช่วยกระตุ้นอุปสงค์และสร้างงานเพิ่ม
  • ผลักดันราคาสินทรัพย์ – การทำ QE จะเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพราะนักลงทุนจะย้ายเงินออกจากพันธบัตรที่มีผลตอบแทนต่ำ การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นและอสังหาริมทรัพย์นำไปสู่ความมั่งคั่งของผู้บริโภคที่มากขึ้น (Wealth Effect) เมื่อภาคครัวเรือนรู้สึกมีเงินมากขึ้นก็จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนทางด้านบริษัท ราคาหุ้นที่สูงขึ้นจะทำให้สามารถระดมเงินเพิ่มเพื่อขยายกิจการได้ง่ายขึ้น
  • ป้องกันภาวะเงินฝืด – ภาวะเงินฝืดหมายถึงตอนที่ราคาพากันลดลง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักเพราะผู้บริโภคและภาคธุรกิจชะลอการใช้จ่าย การทำ QE จึงเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องและดันอัตราเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นถึงระดับเป้าหมาย ช่วยลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะงัก
  • ฟื้นฟูความมั่นใจของตลาด – วิกฤตการเงินมักทำให้คนตื่นตระหนกจนเกิดการเทขายและการให้สินเชื่อหยุดนิ่ง การทำ QE เป็นการส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางมุ่งมั่นที่จะพยุงตลาด การประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณช่วยให้นักลงทุนใจเย็น ลดความผันผวน และรับประกันความมั่นใจให้กับธนาคารว่าสภาพคล่องจะไม่หายไป
  • ส่งเสริมให้ค่าเงินอ่อนลง – การทำ QE มักส่งผลให้ค่าเงินในประเทศอ่อนลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจึงทำให้คนไม่อยากถือสกุลเงินนั้นไว้ อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงช่วยส่งเสริมการส่งออก เพราะสินค้าในประเทศมีราคาถูกในสายตาต่างชาติ จึงเป็นการช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก

ความเสี่ยงของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ

แม้ว่าการทำ QE จะสามารถประคองเศรษฐกิจระหว่างที่เกิดภาวะวิกฤต แต่ก็มาพร้อมกับผลกระทบที่สำคัญ ความเสี่ยงเหล่านี้มักเป็นความเสี่ยงระยะกลางและระยะยาว หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าการทำ QE ช่วยแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหาเพิ่ม

  • ฟองสบู่สินทรัพย์ – การทำ QE ส่งผลให้พันธบัตรมีผลตอบแทนต่ำ ผลักดันให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น หุ้นและอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเป็นแบบนี้ก็อาจทำให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นจนเกินมูลค่าที่แท้จริงอย่างมาก หากวันหนึ่งฟองสบู่แตก ตลาดที่ร่วงหนักอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจมากกว่าปัญหาในตอนแรก
  • ข้อกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำ – การทำ QE ทำให้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกไปอยู่กับผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ทางการเงินอยู่แล้ว ราคาหุ้นและราคาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ครัวเรือนที่รวยอยู่แล้วยิ่งรวยมากขึ้นไปอีก ส่วนครัวเรือนที่รายได้น้อยแทบจะไม่เห็นผลประโยชน์ ทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งยิ่งกว้างขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางสังคมและการเมือง
  • แรงจูงใจของธนาคารลดลง – แม้ว่าการทำ QE จะเพิ่มเงินสำรองของธนาคาร แต่ไม่รับประกันว่าจะปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเสมอไป ธนาคารอาจเลือกถือครองเงินสำรองส่วนเกินเอาไว้หรือนำไปลงทุนสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า แทนที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ทำให้การทำ QE ได้ผลไม่เต็มที่
  • ความเสี่ยงที่สกุลเงินจะอ่อนตัวลง – แม้ว่าสกุลเงินที่อ่อนค่าจะช่วยเพิ่มการส่งออก แต่สามารถทำให้ผู้บริโภคได้รับผลเสียจากต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาสินค้านำเข้าเยอะ การอ่อนค่าของสกุลเงินจากการทำ QE อาจทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยที่เศรษฐกิจในประเทศไม่ได้เติบโตตามไปด้วย
  • สัญญาณตลาดถูกบิดเบือน – ช่วงที่ทำ QE ธนาคารกลางจะกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดพันธบัตร อุปสงค์ที่สร้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติแบบนี้จะบิดเบือนราคาและผลตอบแทน นักลงทุนจึงประเมินระดับความเสี่ยงที่แท้จริงได้ยากขึ้น ระบบการทำงานของตลาดอาจพึ่งพาการแทรกแซงจากธนาคารกลางมากขึ้น
  • ปัญหาจากการยุติ – การถอน QE เป็นเรื่องที่ยาก หากธนาคารกลางเริ่มลดการซื้อสินทรัพย์หรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ตลาดอาจตอบสนองอย่างรุนแรง เหตุการณ์ที่เรียกเปเปอร์แทนทรัม (Taper Tantrum) เป็นเหตุการณ์ที่อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงหลังจากมีข่าวว่าจะยุติการทำ QE ซึ่งเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2013 การจัดการเรื่องถอนนโยบายโดยไม่ให้ตลาดปั่นป่วนยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ท้าทายมากที่สุด
  • ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อ – ในระยะสั้น QE มักดันอัตราเงินเฟ้อไม่ค่อยขึ้น แต่ในระยะยาวการซื้อสินทรัพย์จำนวนมากและสภาพคล่องที่ล้นตลาดอาจเร่งให้ราคาสินค้าพุ่งสูงเกินระดับเป้าหมายที่วางแผนไว้ หากอัตราเงินเฟ้อเร่งแรงเกินไป ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องปรับใช้นโยบายที่ตึงตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะถดถอย
  • ผลตอบแทนถดถอย – การทำ QE แต่ละรอบจะมีประสิทธิภาพลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อตลาดเคยชินกับการมีธนาคารกลางเข้ามาพยุง การอัดฉีดเงินรอบใหม่อาจไม่ได้ผลเหมือนเดิม ภายในปี 2025 นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นตรงกันว่ามาตรการ QE ได้สูญเสียพลังในการสร้างเซอร์ไพรส์หรือกระตุ้นเศรษฐกิจไปมาก

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณที่นำมาใช้จริง – ตัวอย่างในอดีต

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ธนาคารกลางรายใหญ่หลายแห่งได้นำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณมาใช้ การทำ QE แต่ละที่ช่วยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกว่ามาตรการ QE ทำงานอย่างไรในเชิงปฏิบัติและมีปัญหาอะไรตามมาบ้าง

สหรัฐอเมริกา – ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve)

เฟดเริ่มทำ QE ครั้งแรกในช่วงปลายปี 2008 ระหว่างที่กำลังเกิดวิกฤตการเงินทั่วโลก เมื่ออัตราดอกเบี้ยเกือบใกล้ศูนย์ ธนาคารกลางเริ่มซื้อตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาลมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

การทำ QE ช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม ฟื้นฟูตลาดสินเชื่อ และส่งเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับฟองสบู่สินทรัพย์และความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งเพราะตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเทศญี่ปุ่น – ผู้บุกเบิก QE

ญี่ปุ่นเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจประเทศแรกที่ลองใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจซบเซาหลังจากฟองสบู่สินทรัพย์แตกเมื่อทศวรรษ 1990 ธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและสินทรัพย์อื่นๆ

แม้จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ การทำ QE ช่วยให้สถาบันการเงินมีเสถียรภาพ และป้องกันภาวะเงินฝืดไม่ให้รุนแรงมากขึ้น แต่ไม่สามารถผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งได้ กรณีของญี่ปุ่นจึงแสดงให้เห็นว่าการทำ QE เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างได้ เช่น สังคมประชากรสูงวัย และการผลิตที่โตช้า

ธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ECB ได้เริ่มทำ QE เมื่อปี 2015 ซึ่งช้ากว่าสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โครงการของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ อัตราว่างงานที่สูง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วเขตยูโรโซน

โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชน 60,000 ล้านยูโรต่อเดือน ในช่วงที่มีการถือครองสูงสุด ECB มีสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านยูโร มาตรการ QE ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศต่างๆ เช่น อิตาลี สเปน และกรีซลดลงถึงระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ลดแรงกดดันด้านการกู้ยืมในช่วงวิกฤตหนี้ของยูโรโซน

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่า QE ยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางการเงินในยูโรโซนระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าและประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอกว่า

สหราชอาณาจักร – ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England)

ธนาคารกลางอังกฤษเริ่มทำ QE เมื่อปี 2009 เพื่อรับมือกับวิกฤตการเงินโลก ตลอดหลายรอบที่ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ธนาคารกลางอังกฤษได้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลเป็นเงินหลายแสนล้านปอนด์ QE ช่วยพยุงตลาดสินเชื่อและส่งเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ก็ทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับราคาที่อยู่อาศัยในลอนดอนที่พุ่งแรงเกินจริง และยิ่งเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง

มาตรการ QE ช่วงโควิด (2020 – 2021)

การแพร่ระบาดของ COVID-19 กระตุ้นให้เกิดคลื่น QE ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ธนาคารกลางทั่วโลกได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการล่มสลายของระบบการเงิน

  • เฟดได้ประกาศการใช้มาตรการ QE แบบไม่จำกัด โดยซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบไม่มีการกำหนดวงเงิน
  • ECB ได้อัดฉีดสภาพคล่องมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านยูโร ผ่านโครงการ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP)
  • ธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ขยายระยะเวลาการใช้มาตรการ QE สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงไม่ให้ตลาดล้ม ป้องกันการหยุดชะงักของระบบสินเชื่อ และสนับสนุนโครงการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์ผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงช่วงปี 2021 – 2022

QE ปี 2025 – บทบาทปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

ในปี 2025 การทำ QE ไม่ได้เป็นมาตรการฉุกเฉินเหมือนช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2008 หรือช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ได้เปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการงบดุล ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรปได้หยุดการขยายโครงการ และปล่อยให้พันธบัตรทยอยหมดอายุไปโดยไม่มีการลงทุนซ้ำ กระบวนการนี้เรียกว่านโยบายการเงินแบบคุมเข้มเชิงปริมาณ (Quantitative Tightening หรือ QT) ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าซื้อสินทรัพย์จำนวนมากต่อไป สะท้อนถึงความท้าทายในการรับมือกับอัตราเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตที่ชะลอตัว ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่าแม้การทำ QE ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของธนาคารกลางทุกแห่ง แต่การนำไปใช้งานขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของในประเทศเป็นหลัก

แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่ผลพวงจากการทำ QE ยังคงมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดโลก พันธบัตรหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐยังคงอยู่ในงบดุลของธนาคารกลาง กดผลตอบแทนให้ต่ำอย่างต่อเนื่อง และผลักดันนักลงทุนให้หันไปลงทุนในหุ้น หุ้นกู้ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ ราคาที่อยู่อาศัยในหลายประเทศยังคงสะท้อนถึงภาวะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนานหลายปี ขณะที่มูลค่าของหุ้นยังอยู่ในระดับสูงเพราะนักลงทุนมีทางเลือกไม่มากในสภาพแวดล้อมที่ผลตอบแทนต่ำ

ผลกระทบระยะยาวที่สำคัญของการทำ QE

  • ผลตอบแทนพันธบัตรที่ต่ำกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
  • ราคาหุ้นสูงเกินจริงเนื่องจากได้รับแรงหนุนจากดอกเบี้ยกู้ยืมที่ถูกและแรงซื้อของนักลงทุน
  • ต้นทุนที่อยู่อาศัยสูงขึ้นในหลายภูมิภาคเพราะอัตราสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลาหลายปี
  • การกระจายเงินทุนที่บิดเบือนส่งผลให้บริษัทที่มีสถานะการเงินอ่อนแอสามารถอยู่รอดได้นานขึ้นเพราะมีสินเชื่อดอกเบี้ยถูกช่วยประคองไว้
  • การพึ่งพาธนาคารกลางมากขึ้น ทำให้ตลาดอ่อนไหวแม้มีการเปลี่ยนแปลงนโนบายเพียงเล็กน้อย

ผลกระทบสืบเนื่องที่ยาวนานเหล่านี้ได้ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าการทำ QE ป้องกันไม่ให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงไปมากกว่านี้ ช่วยพยุงตลาดในช่วงวิกฤต และทำให้รัฐบาลมีเวลาตั้งตัวเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นฉับพลัน ด้านนักวิจารณ์มองว่าการทำ QE ยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่ง กระตุ้นให้เกิดฟองสบู่สินทรัพย์ และทำให้ตลาดต้องพึ่งพาการแทรกแซงจากธนาคารกลาง อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงช่วงปี 2021 – 2022 มักถูกนำมาอ้างเป็นหลักฐานว่าการทำ QE ที่นานเกินไปมีความเสี่ยง แม้ว่าสาเหตุของเงินเฟ้อจะมาจากหลายปัจจัยก็ตาม มิติด้านการเมืองเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะบางรัฐบาลอาจหวังพึ่งธนาคารกลางให้เข้ามาช่วยเหลือเมื่อมีการขาดดุลเพิ่มขึ้น

เมื่อมองดูอนาคตข้างหน้า การทำ QE คงไม่ได้หายไปไหน แต่จะปรับไปสู่รูปแบบที่มีเป้าหมายชัดเจนและรอบคอบมากขึ้น ธนาคารกลางอาจออกแบบโครงการเกี่ยวกับเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เช่น การสนับสนุนตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือเน้นรักษาเสถียรภาพของตลาดหุ้นกู้เอกชน แทนที่จะเป็นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในวงกว้าง นอกจากนี้ เทคโนโลยีอาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำ QE ด้วยการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์  และมีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงกับสกุลเงินดิจิทัล เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใสมากขึ้น สำหรับนักลงทุนหมายความว่ามาตรการ QE ยังคงเป็นเครื่องมือที่ต้องจับตามอง การเปลี่ยนแปลงนโยบายแม้เพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น และตลาดสกุลเงินทั้งหมด ทำให้การสื่อสารของธนาคารกลางเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญต่อเซนติเมนต์ของตลาด

สรุปส่งท้าย

การทำ QE ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินยุคใหม่ จากเดิมที่ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจ ปัจจุบัน QE ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือมาตรฐานที่ธนาคารกลางใช้ การซื้อสินทรัพย์ทางการเงินและการเพิ่มสภาพคล่องจากการทำ QE ได้ส่งผลกระทบกับทุกส่วน ตั้งแต่ต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาล ไปจนถึงมูลค่าตลาดหุ้นและราคาที่อยู่อาศัย ผลกระทบได้ขยายออกไปเกินกว่าตลาดพันธบัตร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการเงินในหลายๆ ด้านทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ข้อดีของมาตรการ QE ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพในช่วงที่เผชิญกับวิกฤตรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่วิกฤตการเงินระดับโลกปี 2008 ไปจนถึงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 หากไม่มีการทำ QE ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและธุรกิจอาจพุ่งสูงขึ้น การว่างงานอาจเพิ่มมากขึ้น และภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจรุนแรงมากกว่านี้ ผู้ที่สนับสนุนมองว่าการทำ QE ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นไปได้ในช่วงที่เครื่องมือนโยบายแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

แต่ความเสี่ยงก็ชัดเจนเหมือนกัน การใช้มาตรการ QE เป็นเวลานานมีส่วนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์จะได้รับผลตอบแทนในสัดส่วนที่สูงเกินควร บางครั้งการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายส่งผลให้บริษัทที่ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงานสามารถอยู่รอดได้ ซึ่งทำให้เกิดการกระจายเงินทุนที่ด้อยประสิทธิภาพ ตอนเกิดอัตราเงินเฟ้อที่รุนแรงเมื่อปี 2021 – 2022 หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าธนาคารกลางรอนานไปหรือไม่กว่าจะถอน QE

ในอนาคตการใช้มาตรการ QE ยังคงไม่หายไป แต่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ มีแนวโน้มว่าธนาคารกลางจะนำมาใช้อย่างระมัดระวังมากขึ้น มุ่งเน้นเป้าหมายแบบเจาะจง เช่น การสนับสนุนเงินทุนเพื่อโครงการเกี่ยวกับภูมิอากาศ หรือการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน มาตรการ QE ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์และนักลงทุนต้องจับตา สัญญาณการใช้นโยบายจากธนาคารกลางสามารถทำให้ตลาดเคลื่อนไหวทันที การเข้าใจพลวัตของมาตรการ QE จึงเป็นเรื่องสำคัญของการลงทุนยุคใหม่

อัปเดตแล้ว: ม.ค. 29, 2026

Alexandre Raider

เขาทำงานในอุตสาหกรรมการเทรดมาเกือบ 6 ปี เคยมีส่วนร่วมในงานวิจัยเกี่ยวกับตลาดบราซิล และสื่อสารกับเทรดเดอร์เป็นประจำทุกวัน ปัจจุบัน Alexandre เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมและการสนับสนุนสำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้อินสทรูเมนต์การเทรดที่มีความเสี่ยงสูง เขายินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้กับคุณ

Frequently asked questions

You asked, we answer

หากสรุปแบบเข้าใจง่ายๆ มาตรการ QE หมายถึงอะไร

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หมายถึงการที่ธนาคารกลางซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรรัฐบาล เพื่อฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการกู้ยืม กระตุ้นการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน

ทำไมธนาคารกลางต้องทำ QE

ธนาคารกลางจะทำ QE เมื่อการลดอัตราดอกเบี้ยแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป การซื้อสินทรัพย์จะเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน ทำให้สินเชื่อมีต้นทุนถูกลง และส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ

การทำ QE ทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อหรือไม่

การทำ QE สามารถส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อหากมีเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วเกินไปในช่วงเวลาสั้นๆ แม้ว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่การซื้อสินทรัพย์เป็นเวลานานอาจทำให้ราคาสูงขึ้น เหมือนกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อปี 2021 - 2022

ความเสี่ยงหลักๆ ของการทำ QE มีอะไรบ้าง

ความเสี่ยงหลักๆ ได้แก่ ฟองสบู่สินทรัพย์ ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น การกระจายเงินทุนที่บิดเบือน และการพึ่งพานโยบายของธนาคารกลาง หากไม่ยุติการใช้ QE ในช่วงที่เหมาะสมก็อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น

ปี 2025 มีการทำ QE หรือไม่

มี ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรปได้เปลี่ยนทิศทางไปเป็นการลดขนาดงบดุล ส่วนธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นยังคงใช้มาตรการ QE ต่อไป เครื่องมือนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับโลก แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเลือกใช้อย่างรอบคอบมากขึ้น