หากเคยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีดูกราฟค่าเงินก็น่าจะเคยได้ยินคำว่า “Pip” มาบ้าง คำนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดสกุลเงิน แต่สำหรับมือใหม่ส่วนใหญ่ที่เพิ่งเริ่มต้นอาจเป็นเรื่องที่ทำให้สับสนและเข้าใจได้ยาก
Pip ในฟอเร็กซ์หมายถึงหน่วยมาตรฐานของการวัดค่าที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงมูลค่าระหว่างสองสกุลเงิน
ให้มอง Pip เหมือนเป็น “อะตอม” ของการเทรดฟอเร็กซ์ ตั้งแต่สเปรดที่โบรกเกอร์เรียกเก็บไปจนถึงกำไรที่ได้รับและความเสี่ยงที่จัดการ ทุกอย่างถูกวัดค่าเป็น Pip ทั้งหมด หากเทรดทั้งที่ยังไม่เข้าใจ Pip ก็เหมือนกับการพยายามสร้างบ้านโดยไม่รู้วิธีใช้ตลับเมตร
คู่มือฉบับสมบูรณ์นี้จะตัดคำศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนออกไปและอธิบายอย่างชัดเจนว่า Pip คืออะไร วิธีคำนวณในการเทรดจริงเป็นอย่างไร และทำไมจุดทศนิยมเล็กๆ นี้เป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุดบนหน้าจอ
Pip คืออะไร
คำว่า Pip ย่อมาจากคำว่า “Percentage in Point” หรือ “Price Interest Point” หมายถึงการเคลื่อนไหวของราคามาตรฐานที่เล็กที่สุดที่อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินสามารถเปลี่ยนแปลงได้
สำหรับคู่สกุลเงินหลักส่วนใหญ่ เช่น EUR/USD, GBP/USD หรือ AUD/USD ค่า Pip จะแสดงในรูปทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ($0.0001$)

อธิบายด้วยคู่สกุลเงิน EUR/USD
สมมติว่ากำลังดูอัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD ซึ่งตอนนี้กำลังซื้อขายกันที่ 1.1000
● เคลื่อนไหว 1 Pip : หากราคาขยับจาก 1.1000 เป็น 1.1001 แปลว่าเพิ่มขึ้น 1 Pip
● เคลื่อนไหว 10 Pip : หากราคาขยับจาก 1.1000 เป็น 1.1010 แปลว่าเพิ่มขึ้น 10 Pip
● เคลื่อนไหว 100 Pip : หากราคาขยับจาก 1.1000 เป็น 1.1100 แปลว่าเพิ่มขึ้น 100 Pip (หรือเรียกว่า “Big Figure”)
อาจดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเทรดสกุลเงินหลายพันหน่วย การเปลี่ยนแปลงของทศนิยมตำแหน่งที่ 4 นี้สามารถรวมเป็นเงินจำนวนมาก
ทำไมเทรดเดอร์ฟอเร็กซ์ใช้ Pip แทนดอลลาร์
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่พูดไปเลยว่า “ยูโรเพิ่มขึ้นครึ่งเซนต์” แบบนั้นคงฟังดูเข้าใจง่ายดีหากเป็นร้านของชำ แต่ตลาดฟอเร็กซ์ระดับโลกมีการหมุนเวียนเงินตราเป็นมูลค่ามหาศาลหลายล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละวัน จึงต้องใช้วิธีวัดมูลค่าที่มีความแม่นยำและเป็นสากลมากกว่า
1. การกำหนดเป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก
ฟอเร็กซ์เป็นตลาดระดับโลก เทรดเดอร์ในลอนดอน โตเกียว และนิวยอร์กจำเป็นต้องสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน คู่สกุลเงินมีมูลค่าต่างกัน บางคู่สกุลเงินมีมูลค่า $1.10$ ขณะที่บางคู่สกุลเงินมีมูลค่า $150.00$ การวัดความเคลื่อนไหวเป็น Pip จึงเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ได้กับทุกสกุลเงิน ไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่เท่าไรก็ตาม
2. ความแม่นยำสูงสุด
ในโลกของการเงินระหว่างประเทศ การเคลื่อนไหวเพียงครึ่งเซนต์ถือว่ามีขนาดใหญ่ การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระดับที่เล็กน้อยกว่านี้มาก การใช้หน่วยดอลลาร์และเซนต์จึง “ไม่ละเอียดพอ” สำหรับระดับความแม่นยำที่ต้องการ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ช่วยเทรดเดอร์สามารถกำหนดระดับของจุดเข้าและจุดออกได้อย่างชัดเจน
3. การวัดความผันผวน
การพูดว่าวันนี้ “GBP/USD ขยับ 80 Pip” ฟังดูชัดเจนกว่าการบอกว่า “วันนี้อัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลง $0.0080$” ซึ่งช่วยให้เห็นภาพได้ทันทีว่าตลาดเคลื่อนไหวมากแค่ไหน หากปกติคู่สกุลเงินมักขยับวันละ 100 Pip แต่วันนี้เคลื่อนไหวเพียงแค่ 10 Pip ก็รู้ได้เลยว่าตลาดค่อนข้างเงียบ
ทำความรู้จัก “Pipette” หน่วยย่อยของ Pip
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาก้าวหน้าขึ้นและการเทรดเริ่มกลายเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โบรกเกอร์จึงต้องการเสนอราคาที่ดีกว่าคู่แข่งมากขึ้น นำไปสู่การเกิดขึ้นของ Pipette ซึ่งเป็น “หน่วยย่อยของ Pip”
Pipette หมายถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 5 ($0.00001$) ของราคาคู่เงิน มีค่าเท่ากับ $1/10$ ของหนึ่ง Pip หากเห็นตัวเลข 5 ตำแหน่งหลังจุดทศนิยมบนแพลตฟอร์มเทรด (MT4, MT5 หรือ cTrader) ตัวเลขสุดท้ายที่เล็กที่สุดเรียกว่า Pipette
● ตัวอย่างเช่น หาก EUR/USD ขยับจาก 1.10005 เป็น 1.10006 แปลว่ามีการเคลื่อนไหว 1 Pipette
● อัตราส่วน : ต้องใช้ 10 Pipette ถึงจะเท่ากับ 1 Pip
กลยุทธ์ของเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะโฟกัสตัวเลขตำแหน่งที่ 4 (Pip) เป็นหลัก แต่การมี Pipette ทำให้ “สเปรดแคบลง” หมายความว่าต้นทุนของการเข้าและออกจากเทรดจะลดลงเล็กน้อย
1 Pip มีมูลค่าเท่าไร
นี่คือจุดที่ทฤษฎีมีผลต่อเงินในบัญชีธนาคารอย่างแท้จริง “มูลค่า” ของ Pip เป็นจำนวนเงินจริงๆ ที่จะได้กำไรหรือขาดทุน ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขตายตัว หากทำได้ 10 Pip ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเงินได้ $10 เสมอไป
การเปลี่ยนแปลงของมูลค่า Pip ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ประการ
- ขนาดล็อต – จำนวนสกุลเงินที่กำลัง “ซื้อ” หรือ “ขาย”
- คู่สกุลเงิน – มี USD เป็นสกุลเงิน “ฐาน” หรือสกุลเงิน “อ้างอิง”
- อัตราแลกเปลี่ยน – ราคาปัจจุบันของคู่สกุลเงิน
ค่า Pip อ้างอิงตามขนาดล็อต
ในตลาดฟอเร็กซ์ไม่ได้เทรดทีละ “หนึ่งดอลลาร์” แต่เทรดเป็น “ล็อต” ตารางด้านล่างเป็นการอธิบายมูลค่า 1 Pip สำหรับ EUR/USD (และคู่เงินส่วนใหญ่ที่มีดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นสกุลเงินตัวที่สอง)
| ขนาดล็อต | หน่วยสกุลเงิน | ค่า Pip (USD) |
| ล็อตมาตรฐาน | 100,000 | $10.00 |
| มินิล็อต | 10,000 | $1.00 |
| ไมโครล็อต | 1,000 | $0.10 |
ตารางนี้มีความสำคัญมากและมือใหม่ควรจำให้ได้ หากเทรด 1 ไมโครล็อต ทุก Pip มีค่าเท่ากับ 10 เซนต์ หากทำกำไรได้ 50 Pip แปลว่าได้เงิน $5 หากเทรด 1 ล็อตมาตรฐาน จำนวน 50 Pip เหมือนกัน จะมีค่าเท่ากับ $500
ขั้นตอนการคำนวณค่า Pip อย่างละเอียด
เมื่อ USD เป็นสกุลเงินตัวที่สองในคู่เงิน (เช่น EUR/USD หรือ GBP/USD) การคำนวณจะง่ายเพราะค่า Pip จะ “คงที่” ที่ $10, $1 หรือ $0.10
แต่หากเป็นการเทรดคู่เงิน เช่น USD/CHF หรือ USD/CAD ค่า Pip จะผันผวนเล็กน้อยตามอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งสามารถใช้สูตรคำนวณง่ายๆ ต่อไปนี้
ค่า Pip = (หนึ่ง Pip/อัตราแลกเปลี่ยน) * ขนาดล็อต
ตัวอย่างการคำนวณในการเทรดจริง
สมมติว่ากำลังเทรด USD/CHF ที่อัตราแลกเปลี่ยน 0.9000 โดยใช้หนึ่งมินิล็อต (10,000 หน่วย)
- ระบุค่า Pip : $0.0001$
- หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน : $0.0001 / 0.9000 = 0.00011111$
- คูณด้วยขนาดล็อต : $0.00011111 * 10,000 = $1.11$
ในเทรดนี้ทุกการเคลื่อนไหวของ Pip มีค่า $1.11 แม้ว่าแพลตฟอร์มเทรดจะคำนวณค่านี้ให้ทันที แต่การเข้าใจ “เหตุผล” เบื้องหลังจะช่วยให้ไม่ต้องเซอร์ไพรส์หากเห็นคู่เงินที่ “ผันผวน” มีค่า Pip สูงกว่าที่คิด
ข้อยกเว้นสำหรับ JPY เหตุผลที่คู่เงินเยนแตกต่างออกไป
เยนญี่ปุ่น (JPY) เป็นสิ่งที่ “ไม่เข้าพวก” ในบรรดาสกุลเงินหลักของโลก เพราะเงินเยนหนึ่งหน่วยมีค่าน้อยกว่าหนึ่งดอลลาร์หรือหนึ่งยูโรมาก กฎทศนิยมตำแหน่งที่สี่จึงใช้ไม่ได้ สำหรับคู่เงิน JPY หนึ่ง Pip จะอยู่ที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 2 ($0.01$)
● คู่มาตรฐาน (EUR/USD) : 1.1001 (ทศนิยมตำแหน่งที่ 4)
● คู่เงินเยน (USD/JPY) : 150.01 (ทศนิยมตำแหน่งที่ 2)
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของ JPY
หาก USD/JPY กำลังซื้อขายกันที่ 150.00 และเพิ่มขึ้นเป็น 150.01 นั่นแปลว่าขยับ 1 Pip หากขึ้นไปที่ 151.00 นั่นแปลว่าขยับ 100 Pip
Pipette ในคู่เงิน JPY หมายถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ($0.001$)
Pip เป็นตัวกำหนดกำไรและขาดทุนอย่างไร
มาดูกันว่า Pip มีบทบาทอย่างไรในการเทรดจริง นี่คือสิ่งที่ควรคิดก่อนกดปุ่ม “ซื้อ” หรือ “ขาย”
แบบแผนการเทรด
● การดำเนินการ – เชื่อว่าเงินปอนด์อังกฤษจะแข็งค่ากว่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
● เทรด – ซื้อ GBP/USD ที่ 1.2500
● ขนาดสถานะ – 3 ไมโครล็อต (3,000 หน่วย)
● ค่า Pip – $0.30$ ($0.10 * 3$)
ผลลัพธ์ 2 แบบ
- กำไร – ราคาเพิ่มขึ้นไปที่ 1.2560 ทำเงินได้ 60 Pip
○ คำนวณ – $60 Pip * $0.30 = กำไร $18.00
- ขาดทุน – ราคาลดลงไปที่ 1.2470 ขาดทุน 30 Pip
○ คำนวณ – $30 * $0.30 = ขาดทุน $9.00
เมื่อรู้ค่า Pip และระยะ “Stop Loss” เป็น Pip ก็จะสามารถคำนวณความเสี่ยงเป็นดอลลาร์ที่แน่นอนก่อนเริ่มต้นเทรด
ทำไมการเข้าใจ Pip เป็นกุญแจสำคัญของการจัดการความเสี่ยง
การเทรดแบบมืออาชีพไม่ใช่การ “เดา” ว่าราคาจะไปทางไหน แต่เป็นเรื่องของการจัดการความเสี่ยง เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกใช้ Pip เพื่อคำนวณ “ขนาดสถานะ” ของตนเอง
มืออาชีพส่วนใหญ่มักใช้กฎ 1% ห้ามเสี่ยงมากกว่า 1% ของยอดเงินบนบัญชีทั้งหมดในเทรดเดียว
หลักคำนวณสำหรับการจัดการความเสี่ยงแบบมืออาชีพ

● ยอดคงเหลือบัญชี : $2,000
● ความเสี่ยง (1%) : $20
● กลยุทธ์ : เห็นโอกาสเทรดแต่ต้องตั้ง “Stop Loss” ให้ห่างออกไป 40 Pip เพื่อความปลอดภัย
หากยอมขาดทุนได้เพียง $20 และระยะขาดทุนอยู่ที่ 40 Pip ต้องเทรดในขนาดที่ทำให้ค่า Pip เท่ากับ $0.50 ($20 / 40$) นั่นแปลว่าต้องใช้ขนาดของล็อตที่ 5 ไมโครล็อต
หากไม่เข้าใจเรื่อง Pip ก็อาจตัดสินใจแบบคาดเดาและเปิดเทรดหนึ่งล็อตมาตรฐาน ซึ่งในกรณีนี้ หากกราฟวิ่งสวนทางไป 40 Pip จะทำให้ขาดทุนมากถึง $400 กลายเป็นว่าเงินในบัญชีหายไป 20% แทนที่จะเป็น 1% อย่างที่ตั้งใจไว้ Pip เปลี่ยนการพนันเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์
หลีกเลี่ยงกับดัก – ความผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ
หากยังไม่คุ้นเคยกับกราฟ เป็นเรื่องง่ายมากที่จะทำความผิดพลาด ซึ่งดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่การสูญเสียเงินจำนวนมาก มาดูสิ่งที่เทรดเดอร์มือใหม่มักทำพลาดเกี่ยวกับ Pip
1. ความสับสนระหว่าง “Pip กับ Pipette”
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แสดงทศนิยม 5 ตำแหน่ง เทรดเดอร์มือใหม่อาจเห็นว่าราคาขยับจาก 1.10000 เป็น 1.10050 ก็เลยคิดว่า “ว้าว ทำกำไรได้ตั้ง 50 Pip” แต่เดี๋ยวก่อน หลักสุดท้ายนั่นเป็น Pipette จริงๆ แล้วได้กำไรแค่ 5 Pip เท่านั้น หากวางแผนความเสี่ยงโดยคิดว่าราคากำลังเคลื่อนไหว 50 Pip ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วขยับแค่ 5 กลยุทธ์จะผิดพลาดทั้งหมด
กฎมือโปร – ให้ “มองข้าม” ทศนิยมตำแหน่งที่ 5 ไปได้เลย มีแค่ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 เท่านั้นที่สำคัญกับการนับ Pip จริงๆ
2. เหมารวมว่าค่า Pip เท่ากับทุกกรณี
กับดักอันตรายคือการคิดเอาเองว่า 10 Pip จะมีมูลค่าเป็นจำนวนเงินดอลลาร์ที่เท่ากันเสมอ
10 Pip สำหรับหนึ่งล็อตมาตรฐาน เท่ากับ $100
10 Pip สำหรับหนึ่งไมโครล็อต เท่ากับ $1
หากเผลอเปิดหนึ่งล็อตมาตรฐาน เพราะไม่ได้ตรวจสอบการตั้งค่าบนแพลตฟอร์ม แค่ “ตลาดแกว่งเล็กน้อย” เพียง 10 pip ก็อาจทำให้เสียเงินได้เลยทันที $100 ซึ่งเป็นสาเหตุให้บัญชีถูก “ล้างพอร์ต” ในไม่กี่วินาที
3. เข้าเทรดแบบ “มั่วซั่ว“
อย่าเข้าเทรดโดยเด็ดขาดจนกว่าจะรู้แน่ชัดว่าแต่ละ Pip คิดเป็นเงินเท่าไรในสกุลเงินของตนเอง
ก่อนเข้าเทรดให้ถามตัวเองว่า “หากระดับ Stop Loss อยู่ห่าง 25 Pip แล้วจะเสียเงินเท่าไร“ หากตอบคำถามไม่ได้ใน 2 วินาที แสดงว่ายังไม่ได้จัดการความเสี่ยง แต่กำลังเดิมพันเหมือนการทอยลูกเต๋า
Pip กับ Point อย่าสับสน
หากเริ่มต้นเทรดสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือ S&P 500 ก็จะได้ยินคำว่า “Point” มือใหม่มักใช้คำเหล่านี้สลับกัน แต่แท้จริงแล้วมีความหมายแตกต่างกัน
● Pip (ฟอเร็กซ์) – ใช้เฉพาะกับคู่สกุลเงิน ($0.0001$ or $0.01$)
● Point (ดัชนี/หุ้น) – ใช้กับดัชนีหรือตลาดหุ้น เช่น US30 หรือ Nasdaq หนึ่ง Point หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เล็กที่สุดทางฝั่งซ้ายของจุดทศนิยม ($1.00$)
หมายเหตุ โบรกเกอร์บางที่เรียก “Pipette” (ทศนิยมตำแหน่งที่ 5 ) ว่า “Point” ด้วยเหตุนี้จึงต้องอ่าน “รายละเอียดสัญญา” ของโบรกเกอร์ให้ดี หากโบรกเกอร์บอกว่าสเปรด “10 Point” ส่วนใหญ่หมายถึง 1 Pip
ตัวอย่างเทรดครบขั้นตอนที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน
มาดูตัวอย่างการวางแผนเทรดแบบมือโปร เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของ Pip ในสถานการณ์จริง
- โอกาส – สังเกตว่า GBP/USD แตะระดับแนวรับที่แข็งแกร่งที่ 1.2500
- แผน – ตัดสินใจ “ซื้อ” ที่ 1.2510 เพราะคิดว่าราคาจะขึ้น
- ตาข่ายนิรภัย – ตั้งระดับ “Stop Loss” ที่ 1.2480
○ ระยะห่างอยู่ที่ $1.2510 – 1.2480 = 30 Pip
- งบประมาณ – มีเงินอยู่ในบัญชี $1,000 ต้องการเสี่ยงเพียง $10 (1%)
- ขนาด – เนื่องจาก $10 / 30 Pip = $0.33$ ต่อ Pip จึงเปิด 3 ไมโครล็อต (มูลค่า 0.30/Pip)
- เป้าหมาย – ตั้งระดับ “Take Profit” ที่ 1.2570 (+60 Pip)
- ผลที่เกิดขึ้น – ตลาดปรับตัวขึ้นตามที่คาดไว้ ราคาถึงระดับเป้าหมาย
- กำไร – คิดจาก $60 * $0.30 = กำไร $18.00
ในกรณีนี้เป็นการเสี่ยงเงิน $9 เพื่อทำกำไร $18 นี่คือการเทรดที่คำนวณแบบมืออาชีพ ทั้งหมดสามารถคำนวณได้เมื่อเข้าใจหลักการของ Pip
สรุปส่งท้าย – การเข้าใจภาษาของตลาด
การทำความเข้าใจ Pip เหมือนกับการเรียนรู้ตัวอักษรในภาษาใหม่ ช่วงแรกอาจรู้สึกว่ายุ่งยากไปหน่อย แต่เมื่อเข้าใจแล้วก็แทบจะไม่ต้องกลับไปนั่งคิดทบทวนอีกเลย เพราะสามารถ “อ่าน” ตลาดได้เอง
เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จทุกคนเริ่มต้นแบบนี้เหมือนกัน การใช้เวลาเรียนรู้หลักการทางคณิตศาสตร์ของ Pip ช่วยให้ได้เปรียบมือใหม่ 90% ที่เทรดโดยไม่มีแบบแผน
ทำอะไรต่อดี? อยากให้ช่วยคำนวณขนาดของล็อตที่เหมาะกับเทรดครั้งต่อไปอิงตามยอดคงเหลือบัญชีปัจจุบัน หรือเรียนรู้วิธีอ่านกราฟแท่งเทียนฟอเร็กซ์เพื่อทำความเข้าใจว่า Pip เหล่านี้เกิดขึ้นจากตรงไหน
