กลับ
อัปเดตแล้ว: กุมภาพันธ์ 11, 2026

รู้จักการเทรดด้วยกฎ 3-5-7 วิธีการใช้งานและทำไมจึงสำคัญ

เหนื่อยไหมกับการเห็นการตัดสินใจพลาดเพียงครั้งเดียวลุกลามจนกลายเป็นสัปดาห์ที่แย่? กฎ 3-5-7 จะเปลี่ยนการบริหารความเสี่ยงให้เป็นสิ่งที่คุณทำตามได้จริง: กำหนดเพดานชัดเจนว่าคุณยอมขาดทุนได้เท่าไร จำกัดความเสี่ยงรวมที่คุณเปิดไว้ในหลาย ๆ ออเดอร์ และตั้งเป้ากำไรที่ช่วยให้ “ออเดอร์ที่ชนะ” พยุงพอร์ตได้ ตัวเลขเรียบง่าย การตัดสินใจนิ่งขึ้น และความสม่ำเสมอดีขึ้น
photo_2025-10-31 15.24.35
Mauricio Diaz
Trading Educator

ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

กฎ 3-5-7 เป็นกรอบการจัดการความเสี่ยงที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไข 3 ปัญหาสำคัญของการเทรด ได้แก่ ขนาดสถานะ มูลค่าความเสี่ยงรวมของพอร์ต และความคาดหวังกำไร ช่วยรับประกันว่าจะไม่มีการขาดทุนครั้งเดียว (หรือการขาดทุนต่อเนื่องที่สัมพันธ์กัน) ที่สามารถทำลายบัญชีเทรด และกำหนดให้การเทรดที่ทำกำไรมีขนาดใหญ่พอที่จะเพิ่มการเติบโตของเงินทุนแบบทบต้น

กฎนี้ช่วยตอบคำถามสำคัญสามข้อที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเผชิญ

  1. ยอมขาดทุนได้เท่าไรต่อเทรด → 3%
  2. รับความเสี่ยงรวมจากทุกเทรดได้เท่าไร → 5%
  3. กำไรต่อเทรดที่ชนะควรตั้งเป้าไว้แค่ไหน → 7% หรือมากกว่า

แทนที่จะตอบสนองการเคลื่อนไหวของตลาดด้วยอารมณ์ การใช้กฎนี้จะบังคับให้เทรดเดอร์ต้องกำหนดความเสี่ยงก่อนเข้าเทรด ไม่ใช่หลังจากเกิดความผิดพลาดไปแล้ว

เลข “3” หมายถึงความเสี่ยงสูงสุดต่อเทรด (3%)

หลักการข้อแรกเป็นการกำหนดระดับ Stop Loss อย่างชัดเจน ขีดจำกัด 3% หมายถึงจำนวนเงินที่ยอมสูญเสียหากการขาดทุนถึงระดับ Stop Loss ที่ตั้งไว้ ไม่ได้หมายถึงขนาดสถานะทั้งหมด

สูตรเอาตัวรอด

สาเหตุหลักที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ล้มเหลวไม่ใช่เพราะกลยุทธ์ไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ความเสี่ยงที่จะถูกล้างพอร์ต” สูงเกินไป หากเสี่ยง 10% ต่อเทรด แต่พลาด 10 ครั้งติดกัน พอร์ตก็ไม่เหลือ หากเสี่ยง 3% ต่อการเทรด แม้พลาด 10 ครั้งติดกัน (ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในทางสถิติ) ก็ยังเหลือเงินประมาณ 73% เพียงพอสำหรับการฟื้นตัว

การคำนวณขนาดสถานะตามกฎ 3%

หากต้องการใช้กฎ “3” ต้องคำนวณย้อนกลับจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ไม่ใช่มองเพียงกำลังซื้อที่มี

สูตรคำนวณ

ขนาดสถานะ = (อิควิตี้บัญชี * 0.03)/(ราคาเข้า – ราคา Stop Loss)

การนำไปใช้งานจริง

●  ยอดคงเหลือบัญชี $20,000

●  ความเสี่ยงสูงสุด (3%) $600

●  ราคาสินทรัพย์ $150

●  ระดับ Stop Loss ทางเทคนิคอยู่ที่ $144 (เคลื่อนไหว $6)

●  ขนาดสถานะ $600 / $6 = 100 หุ้น (มูลค่าสถานะทั้งหมด $15,000)

เมื่อใช้สูตรนี้จะมั่นใจได้ว่าหากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาด ความเสียหายจะถูกจำกัดที่ $600 ไม่ว่าราคาสินทรัพย์จะผันผวนมากแค่ไหนก็ตาม

เลข “5” หมายถึงความเสี่ยงรวมสูงสุดของพอร์ต (5%)

เลข “5” แทนผลรวมความเสี่ยงจากทุกสถานะที่เปิดอยู่ (Portfolio Heat) กฎ 3% ช่วยปกป้องพอร์ตจากความล้มเหลวของเทรดเดียว ส่วนกฎ 5% จะปกป้องจากความเสี่ยงที่ตลาดเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกันทั้งพอร์ต

ปัญหาของการรับความเสี่ยงมากเกินไป

ในสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนสูง (คริปโต หุ้นเทคโนโลยี ฟอเร็กซ์) สินทรัพย์มักขยับไปในทิศทางเดียวกัน หากเปิดการเทรดหุ้น AI แยกกัน 3 เทรด แต่ละเทรดเสี่ยง 3% ความเสี่ยง “ที่ซ่อนอยู่” คือ 9% หากมีข่าวที่กระทบทั้งเซกเตอร์ จุดตัดขาดทุนของทั้งสามเทรดจะทำงานพร้อมกัน ส่งผลให้เงินในบัญชีลดลงเกือบ 10% ภายในไม่กี่นาที

การจัดการเพดาน 5%

กฎ 5% ทำหน้าที่เป็นเบรกนิรภัยที่คอยยับยั้งอีโก้ของคุณ

●  เปิดได้สูงสุด 2 เทรด – หากมีเทรดหนึ่งเสี่ยงไปแล้ว 3% สามารถเปิดได้อีกเทรดเดียวที่ความเสี่ยงไม่เกิน 2%

●  แลกสิทธิ์รับความเสี่ยง – หากต้องการเปิดเทรดที่ 3 ต้องขยับ Stop Loss ของสองเทรดแรกมาที่จุดเท่าทุนก่อน (Break-Even) เมื่อระดับ Stop Loss อยู่ที่จุดเท่าทุน ความเสี่ยงของเทรดนั้นจะเท่ากับ 0% ซึ่งเป็นการ “คืน” โควตาความเสี่ยง 5% เพื่อนำไปใช้กับการลงทุนถัดไป

●  โซนห้ามบิน– หากความเสี่ยงรวมของสถานะที่เปิดเท่ากับ 5% ห้ามเปิดเทรดใหม่ ไม่ว่าโอกาสเข้าเทรดจะดู “สมบูรณ์แบบ” มากแค่ไหนก็ตาม วิธีนี้จะบังคับให้เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

เลข “7” หมายถึงกำไรเป้าหมายขั้นต่ำ (7%)

องค์ประกอบสุดท้ายเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเชิงรุก เลข “7” เป็นเกณฑ์ที่วัดว่ากลยุทธ์ให้ผลตอบแทนที่คาดหวังเป็นบวก หากเสี่ยงเงินในบัญชี 3% เพื่อหวังผลตอบแทน 7% นั่นหมายความว่ากำลังเทรดด้วยอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (R:R) ที่ 2.33:1

ทำไมเกณฑ์ 7% ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด

หากเสี่ยง 3% เพื่อหวังกำไร 3% (อัตราส่วน 1:1) ต้องเทรดให้ชนะมากกว่า 55% ของจำนวนครั้งทั้งหมด เพื่อให้ครอบคลุมค่าคอมมิชชันและสลิปเพจ เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่จะมีอัตราชนะอยู่ระหว่าง 35% และ 50%

การกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 7% จะทำให้สมการการเทรดของคุณพลิกกลับมาได้เปรียบ

●  อัตราชนะ 40% – หลังจากเทรด 10 ครั้ง คุณชนะ 4 ครั้ง (กำไร $28%) และแพ้ 6 ครั้ง (ขาดทุน $18%) ผลลัพธ์คือ พอร์ตเติบโตสุทธิ +10%

●  อัตราชนะ 50% – ผลลัพธ์คือ พอร์ตเติบโตสุทธิ +20%

เลข “7” ช่วยให้แน่ใจว่าไม่จำเป็นต้องเดาตลาดเก่งก็สามารถทำกำไรได้ แค่ต้องมีวินัยพอที่จะปล่อยให้กำไรเติบโต และตัดขาดทุนที่ 3% เสมอ

3-5-7 เทียบกับมาตรฐานของสถาบัน 1%

ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมักใช้กฎความเสี่ยง 1% แม้จะปลอดภัยกว่า แต่กฎ 1% ไม่เหมาะในทางปฏิบัติสำหรับเทรดเดอร์รายย่อยที่มีพอร์ตขนาดเล็ก (น้อยกว่า $50,000) ที่กำลังพยายามสร้างความมั่งคั่ง

ฟีเจอร์กฎ 3-5-7กฎความเสี่ยง 1%
ความเร็วของการเติบโตสูง (ทบต้นเชิงรุก)ต่ำ (ปกป้องเงินทุน)
ดรอว์ดาวน์สูงสุด15 – 20% (ทั่วไป)5 – 8% (ทั่วไป)
เหมาะสำหรับรายย่อยที่ต้องการขยายพอร์ตกองทุนระดับร้อยล้านพันล้าน
ระดับการรับมือต้องมีวินัยสูงมากต้องใช้ความอดทนสูง

กฎ 3-5-7 เป็น “จุดลงตัว” สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เน้นแนวทางเชิงรุกที่ทำให้เห็นการเติบโตของพอร์ตอย่างชัดเจน แต่ก็ระมัดระวังพอที่จะเอาตัวรอดผ่านช่วง “ขาดทุนติดต่อกัน” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับเทรดเดอร์ทุกคน

การปรับกลยุทธ์ตามประเภทสินทรัพย์

กฎ 3-5-7 เป็นเพียงแนวทาง แต่การใช้งานจริงต้องปรับให้สอดคล้องกับความผันผวนของสิ่งที่กำลังเทรด

1. การนำไปใช้กับคริปโต (ความเชื่อมโยงกันสูง)

ในตลาดคริปโต “ความเสี่ยงรวม 5%” เป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุด เนื่องจาก Bitcoin เป็นตัวกำหนดทิศทางของ Altcoin กว่า 90% การถือ Altcoin ที่แตกต่างกัน 5 ตัว มักไม่ต่างกับการเปิดดีลใหญ่เพียงดีลเดียวที่มีความเสี่ยงสูง

●  ปรับใช้งาน – พิจารณาลดความเสี่ยงต่อเทรดเป็น 1.5% และคงเพดานความเสี่ยงไว้ที่ 5% เผื่อเกิดเหตุการณ์ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า “Flash Crash” ซึ่งอาจทำให้ราคากระโดดข้ามคำสั่ง Stop Loss

2. การนำไปใช้กับออปชัน (การเสื่อมค่าตามเวลา)

ในการเทรดออปชัน เงินในพอร์ต 3% อาจลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการเสื่อมค่าตามเวลา (Time Decay หรือ Theta)

●  ปรับใช้งาน – ใช้กฎ 3% เป็นจุดออกแบบตายตัวสำหรับราคาสัญญา หากพรีเมียมของออปชันลดลงเท่ากับ 3% ของพอร์ตทั้งหมด ให้ถือว่าต้องตัดใจปิดทิ้ง

3. การนำไปใช้กับการเทรดแบบสวิงเทรด (ความเสี่ยงจากช่องว่างราคา)

การถือสถานะข้ามคืนจะเจอกับ “ความเสี่ยงจากการกระโดดของราคา (Gap Risk)” ที่หุ้นอาจเปิดตลาดด้วยราคาต่ำกว่าที่ปิดไว้มาก

●  ปรับใช้งาน – หากหุ้นผันผวนสูง ให้ลดตัวเลข “3” เป็น “2” เพื่อเป็นกันชนสำหรับสลิปเพจ

ทำไมเทรดเดอร์ทำตามกฎไม่สำเร็จ

ตัวเลขของกฎ 3-5-7 เข้าใจง่ายมาก แต่การนำไปใช้งานจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีกับดักทางจิตวิทยา 3 ข้อที่ทำให้เทรดเดอร์ฝ่าฝืนกฎเหล่านี้

  1. กับดักความมั่นใจ – เทรดเดอร์มองเห็นโอกาสที่คิดว่า “ชัวร์” จึงตัดสินใจเสี่ยง 10% แทนที่จะเป็น 3% เมื่อการเทรดล้มเหลว ความเสียหายทางอารมณ์ทำให้เกิดความอยากเทรดเอาคืน
  2. กลัวตกรถ” (FOMO) – เมื่อความเสี่ยงรวมของพอร์ตแตะขีดจำกัด 5% แต่เทรดเดอร์เห็นโอกาสใหม่ปรากฏขึ้น เทรดเดอร์จึงตัดสินใจเข้าเทรดเพิ่ม ทำให้พอร์ตใช้เลเวอเรจมากเกินไป แล้วหลังจากนั้นตลาดก็กลับตัว
  3. การตัดสินใจออกเร็วเกินไป – เทรดเดอร์กำลังได้กำไร 4% จากเทรดที่เปิดไว้ กลัวว่ากำไรจะหายจึงปิดเทรดก่อนเวลา ทำให้พลาด “เป้าหมาย 7%” เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ กำไรเล็กๆ อาจไม่สามารถชดเชยการขาดทุน 3% ที่เกิดขึ้น

คู่มือขั้นตอนการนำไปใช้งานจริง

เช็กลิสต์เหล่านี้เป็นเครื่องมือควบคุมวินัยสำหรับก่อนการเทรด ระหว่างเทรด และหลังจบการเทรด จุดประสงค์ไม่ใช่ความรวดเร็ว แต่เน้นความสม่ำเสมอ

ก่อนวันเทรด

●  ยืนยันยอดคงเหลือปัจจุบันในบัญชี (ต้องคำนวณความเสี่ยงใหม่ทุกวัน)

●  กำหนดความเสี่ยงต่อเทรดสูงสุด (3% หรือน้อยกว่า)

●  กำหนดเพดานความเสี่ยงรวมสูงสุด (5%)

●  ตรวจสอบตลาดหรือเซกเตอร์ที่จะเทรดเพื่อดูว่าเคลื่อนไหวตามกันหรือไม่

ก่อนเข้าเทรดทุกครั้ง

คำนวณขนาดสถานะด้วยสูตร

ขนาดสถานะ = ความเสี่ยงเป็นเงินสูงสุด ÷ ความเสี่ยงต่อหุ้น

●  ตั้งระดับ Stop Loss ตรงจุดที่แผนการเทรดใช้ไม่ได้ผล ไม่ใช่วางตรงจุดที่ทำให้ตัวเลขกำไรดูล่อใจ

●  ตรวจสอบความเสี่ยงรวมหลังจากเพิ่มเทรดนี้เข้าไป หากความเสี่ยงรวมเกิน 5% ให้ยกเลิกการเข้าเทรด

ระหว่างช่วงการเทรด

●  อย่าเพิ่มขนาดการเทรดหลังจากขาดทุน

●  อย่าเข้าเทรดเพิ่มเพียงเพราะ “ไม่มีอะไรได้ผลเลย”

●  สังเกตความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ในพอร์ต หลายสถานะเคลื่อนไหวพร้อมกัน = ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

หลังจากวันเทรด

●  บันทึกความเสี่ยงจริงที่เกิดขึ้นเทียบกับความเสี่ยงที่วางแผนไว้

●  ตรวจสอบจุดออกว่าทำตามแผนหรือไม่

●  จดบันทึกทุกครั้งที่ฝ่าฝืนกฎเพราะอารมณ์ (สำคัญกว่ากำไรขาดทุน)

ข้อสรุปการจัดการความเสี่ยงเป็นข้อได้เปรียบเดียวในการรับมือกับตลาด

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เสียเวลาหลายปีกับการมองหาตัวชี้วัดที่เป็น “สูตรสำเร็จ” จนสุดท้ายก็เข้าใจว่าสูตรสำเร็จไม่ได้อยู่บนรูปแบบกราฟ แต่อยู่ที่ข้อมูลตัวเลขในสเปรดชีต

กฎ 3-5-7 เป็นเครื่องมือที่ทำให้แนวทางการเทรดเป็นมืออาชีพมากขึ้น ช่วยให้ไม่ต้องพึ่ง “สัญชาตญาณ” และแทนที่ด้วยความแน่นอนทางคณิตศาสตร์ หากรักษาระดับขาดทุนไว้ที่ 3% คุมความเสี่ยงรวมทั้งหมดให้อยู่ที่ 5% และตั้งเป้ากำไรที่ 7% หลักคณิตศาสตร์ของการทบต้นจะผลักดันให้พอร์ตเติบโต

การเทรดไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด แต่เป็นการเอาตัวรอดในเกมให้ได้นานจนกฎจำนวนมากเริ่มทำงานเข้าข้างคุณ กฎ 3-5-7 ช่วยรับประกันว่าคุณจะไม่ถูกคัดออกจากเกมเมื่อตลาดเกิด “การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่”

สรุปกฎในรูปแบบตารางเปรียบเทียบ

องค์ประกอบจำกัดเกณฑ์วัดผลการใช้งานหลัก
ความเสี่ยงต่อเทรด3%อิควิตี้บัญชีป้องกันไม่ให้พอร์ตพังจากเทรดเดียว
ความเสี่ยงรวมทั้งหมด5%ความเสี่ยงรวมของสถานะที่เปิดอยู่ปกป้องความเสี่ยงจากตลาด/เซกเตอร์ที่เคลื่อนไหวพร้อมกัน
เกณฑ์เป้าหมายกำไร7%+อิควิตี้บัญชีรับประกันการให้ผลตอบแทนที่คาดหวังเชิงบวกและการเติบโตของพอร์ต
ความเสี่ยงต่อผลตอบแทน2.33:1อัตราทำกำไรได้แม้อัตราชนะจะต่ำกว่า 50%
อัปเดตแล้ว: ก.พ. 11, 2026

Artem Goryushin

Since starting my career in fintech over six years ago, I’ve been fascinated by how technology reshapes the way people interact with money. I make it a habit to stay up to date with industry trends and innovations, from blockchain to digital banking, and I enjoy turning complex ideas into simple, easy-to-grasp explanations that spark interest and understanding.