กฎ 3-5-7 เป็นกรอบการจัดการความเสี่ยงที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไข 3 ปัญหาสำคัญของการเทรด ได้แก่ ขนาดสถานะ มูลค่าความเสี่ยงรวมของพอร์ต และความคาดหวังกำไร ช่วยรับประกันว่าจะไม่มีการขาดทุนครั้งเดียว (หรือการขาดทุนต่อเนื่องที่สัมพันธ์กัน) ที่สามารถทำลายบัญชีเทรด และกำหนดให้การเทรดที่ทำกำไรมีขนาดใหญ่พอที่จะเพิ่มการเติบโตของเงินทุนแบบทบต้น
กฎนี้ช่วยตอบคำถามสำคัญสามข้อที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเผชิญ
- ยอมขาดทุนได้เท่าไรต่อเทรด → 3%
- รับความเสี่ยงรวมจากทุกเทรดได้เท่าไร → 5%
- กำไรต่อเทรดที่ชนะควรตั้งเป้าไว้แค่ไหน → 7% หรือมากกว่า
แทนที่จะตอบสนองการเคลื่อนไหวของตลาดด้วยอารมณ์ การใช้กฎนี้จะบังคับให้เทรดเดอร์ต้องกำหนดความเสี่ยงก่อนเข้าเทรด ไม่ใช่หลังจากเกิดความผิดพลาดไปแล้ว

เลข “3” หมายถึงความเสี่ยงสูงสุดต่อเทรด (3%)
หลักการข้อแรกเป็นการกำหนดระดับ Stop Loss อย่างชัดเจน ขีดจำกัด 3% หมายถึงจำนวนเงินที่ยอมสูญเสียหากการขาดทุนถึงระดับ Stop Loss ที่ตั้งไว้ ไม่ได้หมายถึงขนาดสถานะทั้งหมด
สูตรเอาตัวรอด
สาเหตุหลักที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ล้มเหลวไม่ใช่เพราะกลยุทธ์ไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ความเสี่ยงที่จะถูกล้างพอร์ต” สูงเกินไป หากเสี่ยง 10% ต่อเทรด แต่พลาด 10 ครั้งติดกัน พอร์ตก็ไม่เหลือ หากเสี่ยง 3% ต่อการเทรด แม้พลาด 10 ครั้งติดกัน (ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในทางสถิติ) ก็ยังเหลือเงินประมาณ 73% เพียงพอสำหรับการฟื้นตัว
การคำนวณขนาดสถานะตามกฎ 3%
หากต้องการใช้กฎ “3” ต้องคำนวณย้อนกลับจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ไม่ใช่มองเพียงกำลังซื้อที่มี
สูตรคำนวณ
ขนาดสถานะ = (อิควิตี้บัญชี * 0.03)/(ราคาเข้า – ราคา Stop Loss)
การนำไปใช้งานจริง
● ยอดคงเหลือบัญชี $20,000
● ความเสี่ยงสูงสุด (3%) $600
● ราคาสินทรัพย์ $150
● ระดับ Stop Loss ทางเทคนิคอยู่ที่ $144 (เคลื่อนไหว $6)
● ขนาดสถานะ $600 / $6 = 100 หุ้น (มูลค่าสถานะทั้งหมด $15,000)
เมื่อใช้สูตรนี้จะมั่นใจได้ว่าหากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาด ความเสียหายจะถูกจำกัดที่ $600 ไม่ว่าราคาสินทรัพย์จะผันผวนมากแค่ไหนก็ตาม
เลข “5” หมายถึงความเสี่ยงรวมสูงสุดของพอร์ต (5%)
เลข “5” แทนผลรวมความเสี่ยงจากทุกสถานะที่เปิดอยู่ (Portfolio Heat) กฎ 3% ช่วยปกป้องพอร์ตจากความล้มเหลวของเทรดเดียว ส่วนกฎ 5% จะปกป้องจากความเสี่ยงที่ตลาดเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกันทั้งพอร์ต
ปัญหาของการรับความเสี่ยงมากเกินไป
ในสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนสูง (คริปโต หุ้นเทคโนโลยี ฟอเร็กซ์) สินทรัพย์มักขยับไปในทิศทางเดียวกัน หากเปิดการเทรดหุ้น AI แยกกัน 3 เทรด แต่ละเทรดเสี่ยง 3% ความเสี่ยง “ที่ซ่อนอยู่” คือ 9% หากมีข่าวที่กระทบทั้งเซกเตอร์ จุดตัดขาดทุนของทั้งสามเทรดจะทำงานพร้อมกัน ส่งผลให้เงินในบัญชีลดลงเกือบ 10% ภายในไม่กี่นาที

การจัดการเพดาน 5%
กฎ 5% ทำหน้าที่เป็นเบรกนิรภัยที่คอยยับยั้งอีโก้ของคุณ
● เปิดได้สูงสุด 2 เทรด – หากมีเทรดหนึ่งเสี่ยงไปแล้ว 3% สามารถเปิดได้อีกเทรดเดียวที่ความเสี่ยงไม่เกิน 2%
● แลกสิทธิ์รับความเสี่ยง – หากต้องการเปิดเทรดที่ 3 ต้องขยับ Stop Loss ของสองเทรดแรกมาที่จุดเท่าทุนก่อน (Break-Even) เมื่อระดับ Stop Loss อยู่ที่จุดเท่าทุน ความเสี่ยงของเทรดนั้นจะเท่ากับ 0% ซึ่งเป็นการ “คืน” โควตาความเสี่ยง 5% เพื่อนำไปใช้กับการลงทุนถัดไป
● โซน “ห้ามบิน” – หากความเสี่ยงรวมของสถานะที่เปิดเท่ากับ 5% ห้ามเปิดเทรดใหม่ ไม่ว่าโอกาสเข้าเทรดจะดู “สมบูรณ์แบบ” มากแค่ไหนก็ตาม วิธีนี้จะบังคับให้เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
เลข “7” หมายถึงกำไรเป้าหมายขั้นต่ำ (7%)
องค์ประกอบสุดท้ายเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเชิงรุก เลข “7” เป็นเกณฑ์ที่วัดว่ากลยุทธ์ให้ผลตอบแทนที่คาดหวังเป็นบวก หากเสี่ยงเงินในบัญชี 3% เพื่อหวังผลตอบแทน 7% นั่นหมายความว่ากำลังเทรดด้วยอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (R:R) ที่ 2.33:1
ทำไมเกณฑ์ 7% ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด
หากเสี่ยง 3% เพื่อหวังกำไร 3% (อัตราส่วน 1:1) ต้องเทรดให้ชนะมากกว่า 55% ของจำนวนครั้งทั้งหมด เพื่อให้ครอบคลุมค่าคอมมิชชันและสลิปเพจ เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่จะมีอัตราชนะอยู่ระหว่าง 35% และ 50%
การกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 7% จะทำให้สมการการเทรดของคุณพลิกกลับมาได้เปรียบ
● อัตราชนะ 40% – หลังจากเทรด 10 ครั้ง คุณชนะ 4 ครั้ง (กำไร $28%) และแพ้ 6 ครั้ง (ขาดทุน $18%) ผลลัพธ์คือ พอร์ตเติบโตสุทธิ +10%
● อัตราชนะ 50% – ผลลัพธ์คือ พอร์ตเติบโตสุทธิ +20%
เลข “7” ช่วยให้แน่ใจว่าไม่จำเป็นต้องเดาตลาดเก่งก็สามารถทำกำไรได้ แค่ต้องมีวินัยพอที่จะปล่อยให้กำไรเติบโต และตัดขาดทุนที่ 3% เสมอ
3-5-7 เทียบกับมาตรฐานของสถาบัน 1%
ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมักใช้กฎความเสี่ยง 1% แม้จะปลอดภัยกว่า แต่กฎ 1% ไม่เหมาะในทางปฏิบัติสำหรับเทรดเดอร์รายย่อยที่มีพอร์ตขนาดเล็ก (น้อยกว่า $50,000) ที่กำลังพยายามสร้างความมั่งคั่ง
| ฟีเจอร์ | กฎ 3-5-7 | กฎความเสี่ยง 1% |
| ความเร็วของการเติบโต | สูง (ทบต้นเชิงรุก) | ต่ำ (ปกป้องเงินทุน) |
| ดรอว์ดาวน์สูงสุด | 15 – 20% (ทั่วไป) | 5 – 8% (ทั่วไป) |
| เหมาะสำหรับ | รายย่อยที่ต้องการขยายพอร์ต | กองทุนระดับร้อยล้านพันล้าน |
| ระดับการรับมือ | ต้องมีวินัยสูงมาก | ต้องใช้ความอดทนสูง |
กฎ 3-5-7 เป็น “จุดลงตัว” สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เน้นแนวทางเชิงรุกที่ทำให้เห็นการเติบโตของพอร์ตอย่างชัดเจน แต่ก็ระมัดระวังพอที่จะเอาตัวรอดผ่านช่วง “ขาดทุนติดต่อกัน” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับเทรดเดอร์ทุกคน
การปรับกลยุทธ์ตามประเภทสินทรัพย์
กฎ 3-5-7 เป็นเพียงแนวทาง แต่การใช้งานจริงต้องปรับให้สอดคล้องกับความผันผวนของสิ่งที่กำลังเทรด
1. การนำไปใช้กับคริปโต (ความเชื่อมโยงกันสูง)
ในตลาดคริปโต “ความเสี่ยงรวม 5%” เป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุด เนื่องจาก Bitcoin เป็นตัวกำหนดทิศทางของ Altcoin กว่า 90% การถือ Altcoin ที่แตกต่างกัน 5 ตัว มักไม่ต่างกับการเปิดดีลใหญ่เพียงดีลเดียวที่มีความเสี่ยงสูง
● ปรับใช้งาน – พิจารณาลดความเสี่ยงต่อเทรดเป็น 1.5% และคงเพดานความเสี่ยงไว้ที่ 5% เผื่อเกิดเหตุการณ์ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า “Flash Crash” ซึ่งอาจทำให้ราคากระโดดข้ามคำสั่ง Stop Loss
2. การนำไปใช้กับออปชัน (การเสื่อมค่าตามเวลา)
ในการเทรดออปชัน เงินในพอร์ต 3% อาจลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการเสื่อมค่าตามเวลา (Time Decay หรือ Theta)
● ปรับใช้งาน – ใช้กฎ 3% เป็นจุดออกแบบตายตัวสำหรับราคาสัญญา หากพรีเมียมของออปชันลดลงเท่ากับ 3% ของพอร์ตทั้งหมด ให้ถือว่าต้องตัดใจปิดทิ้ง
3. การนำไปใช้กับการเทรดแบบสวิงเทรด (ความเสี่ยงจากช่องว่างราคา)
การถือสถานะข้ามคืนจะเจอกับ “ความเสี่ยงจากการกระโดดของราคา (Gap Risk)” ที่หุ้นอาจเปิดตลาดด้วยราคาต่ำกว่าที่ปิดไว้มาก
● ปรับใช้งาน – หากหุ้นผันผวนสูง ให้ลดตัวเลข “3” เป็น “2” เพื่อเป็นกันชนสำหรับสลิปเพจ
ทำไมเทรดเดอร์ทำตามกฎไม่สำเร็จ
ตัวเลขของกฎ 3-5-7 เข้าใจง่ายมาก แต่การนำไปใช้งานจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีกับดักทางจิตวิทยา 3 ข้อที่ทำให้เทรดเดอร์ฝ่าฝืนกฎเหล่านี้
- กับดัก “ความมั่นใจ“ – เทรดเดอร์มองเห็นโอกาสที่คิดว่า “ชัวร์” จึงตัดสินใจเสี่ยง 10% แทนที่จะเป็น 3% เมื่อการเทรดล้มเหลว ความเสียหายทางอารมณ์ทำให้เกิดความอยากเทรดเอาคืน
- “กลัวตกรถ” (FOMO) – เมื่อความเสี่ยงรวมของพอร์ตแตะขีดจำกัด 5% แต่เทรดเดอร์เห็นโอกาสใหม่ปรากฏขึ้น เทรดเดอร์จึงตัดสินใจเข้าเทรดเพิ่ม ทำให้พอร์ตใช้เลเวอเรจมากเกินไป แล้วหลังจากนั้นตลาดก็กลับตัว
- การตัดสินใจ “ออกเร็วเกินไป“ – เทรดเดอร์กำลังได้กำไร 4% จากเทรดที่เปิดไว้ กลัวว่ากำไรจะหายจึงปิดเทรดก่อนเวลา ทำให้พลาด “เป้าหมาย 7%” เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ กำไรเล็กๆ อาจไม่สามารถชดเชยการขาดทุน 3% ที่เกิดขึ้น
คู่มือขั้นตอนการนำไปใช้งานจริง
เช็กลิสต์เหล่านี้เป็นเครื่องมือควบคุมวินัยสำหรับก่อนการเทรด ระหว่างเทรด และหลังจบการเทรด จุดประสงค์ไม่ใช่ความรวดเร็ว แต่เน้นความสม่ำเสมอ

ก่อนวันเทรด
● ยืนยันยอดคงเหลือปัจจุบันในบัญชี (ต้องคำนวณความเสี่ยงใหม่ทุกวัน)
● กำหนดความเสี่ยงต่อเทรดสูงสุด (3% หรือน้อยกว่า)
● กำหนดเพดานความเสี่ยงรวมสูงสุด (5%)
● ตรวจสอบตลาดหรือเซกเตอร์ที่จะเทรดเพื่อดูว่าเคลื่อนไหวตามกันหรือไม่
ก่อนเข้าเทรดทุกครั้ง
คำนวณขนาดสถานะด้วยสูตร
ขนาดสถานะ = ความเสี่ยงเป็นเงินสูงสุด ÷ ความเสี่ยงต่อหุ้น
● ตั้งระดับ Stop Loss ตรงจุดที่แผนการเทรดใช้ไม่ได้ผล ไม่ใช่วางตรงจุดที่ทำให้ตัวเลขกำไรดูล่อใจ
● ตรวจสอบความเสี่ยงรวมหลังจากเพิ่มเทรดนี้เข้าไป หากความเสี่ยงรวมเกิน 5% ให้ยกเลิกการเข้าเทรด
ระหว่างช่วงการเทรด
● อย่าเพิ่มขนาดการเทรดหลังจากขาดทุน
● อย่าเข้าเทรดเพิ่มเพียงเพราะ “ไม่มีอะไรได้ผลเลย”
● สังเกตความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ในพอร์ต หลายสถานะเคลื่อนไหวพร้อมกัน = ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
หลังจากวันเทรด
● บันทึกความเสี่ยงจริงที่เกิดขึ้นเทียบกับความเสี่ยงที่วางแผนไว้
● ตรวจสอบจุดออกว่าทำตามแผนหรือไม่
● จดบันทึกทุกครั้งที่ฝ่าฝืนกฎเพราะอารมณ์ (สำคัญกว่ากำไรขาดทุน)
ข้อสรุป – การจัดการความเสี่ยงเป็นข้อได้เปรียบเดียวในการรับมือกับตลาด
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เสียเวลาหลายปีกับการมองหาตัวชี้วัดที่เป็น “สูตรสำเร็จ” จนสุดท้ายก็เข้าใจว่าสูตรสำเร็จไม่ได้อยู่บนรูปแบบกราฟ แต่อยู่ที่ข้อมูลตัวเลขในสเปรดชีต
กฎ 3-5-7 เป็นเครื่องมือที่ทำให้แนวทางการเทรดเป็นมืออาชีพมากขึ้น ช่วยให้ไม่ต้องพึ่ง “สัญชาตญาณ” และแทนที่ด้วยความแน่นอนทางคณิตศาสตร์ หากรักษาระดับขาดทุนไว้ที่ 3% คุมความเสี่ยงรวมทั้งหมดให้อยู่ที่ 5% และตั้งเป้ากำไรที่ 7% หลักคณิตศาสตร์ของการทบต้นจะผลักดันให้พอร์ตเติบโต
การเทรดไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด แต่เป็นการเอาตัวรอดในเกมให้ได้นานจนกฎจำนวนมากเริ่มทำงานเข้าข้างคุณ กฎ 3-5-7 ช่วยรับประกันว่าคุณจะไม่ถูกคัดออกจากเกมเมื่อตลาดเกิด “การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่”
สรุปกฎในรูปแบบตารางเปรียบเทียบ
| องค์ประกอบ | จำกัด | เกณฑ์วัดผล | การใช้งานหลัก |
| ความเสี่ยงต่อเทรด | 3% | อิควิตี้บัญชี | ป้องกันไม่ให้พอร์ตพังจากเทรดเดียว |
| ความเสี่ยงรวมทั้งหมด | 5% | ความเสี่ยงรวมของสถานะที่เปิดอยู่ | ปกป้องความเสี่ยงจากตลาด/เซกเตอร์ที่เคลื่อนไหวพร้อมกัน |
| เกณฑ์เป้าหมายกำไร | 7%+ | อิควิตี้บัญชี | รับประกันการให้ผลตอบแทนที่คาดหวังเชิงบวกและการเติบโตของพอร์ต |
| ความเสี่ยงต่อผลตอบแทน | 2.33:1 | อัตรา | ทำกำไรได้แม้อัตราชนะจะต่ำกว่า 50% |
