กลับ
อัปเดตแล้ว: กุมภาพันธ์ 19, 2026

วิธีเฮดจิ้งพอร์ตด้วยออปชัน

การเฮดจิ้ง (Hedging) เปรียบเสมือนหลักประกันความเสี่ยงที่ป้องกันความเสียหายจากการร่วงลงของตลาดโดยไม่คาดคิด ออปชันเป็นหนึ่งในเครื่องมือเฮดจิ้งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยชดเชยความเสี่ยงขาลงของการลงทุน พร้อมเปิดโอกาสให้ทำกำไรหากตลาดปรับตัวขึ้น คู่มือนี้จะอธิบายว่าเฮดจิ้งคืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ใช้ออปชัน และแนวทางประยุกต์ใช้กลยุทธ์ออปชันเพื่อปกป้องการลงทุนได้อย่างมั่นใจ
photo_2025-10-31 15.24.35
Mauricio Diaz
Trading Educator

ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

การเฮดจิ้งพอร์ตคืออะไร

เฮดจิ้งพอร์ต (Portfolio Hedging) เป็นกลยุทธ์ที่นำมาใช้เพื่อจำกัดการขาดทุนในสภาวะที่ตลาดผันผวน วัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อทำกำไรเพิ่ม แต่เน้นไปที่การจำกัดการขาดทุนหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะ การเฮดจิ้ง (Hedging) คล้ายกับการซื้อประกันภัย ยอมจ่ายเงินเล็กน้อยตอนนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่มากกว่าในภายหลัง

เฮดจิ้งเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในช่วงที่ตลาดผันผวน มีการประกาศข่าวสำคัญรออยู่ หรือพอร์ตมีมูลค่าเพิ่มขึ้นและต้องการปกป้องกำไรเอาไว้ ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถจัดการความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องปิดสถานะหลักที่ถือระยะยาว

เหตุผลที่ใช้ออปชันในการเฮดจิ้ง (Hedging)

ออปชันได้รับความนิยมสำหรับการเฮดจิ้งเพราะมีความยืดหยุ่นและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใช้ออปชันจะสามารถปกป้องพอร์ตโดยไม่ต้องขายสถานะที่มีอยู่ ช่วยรักษาแนวทางของกลยุทธ์ระยะยาว พร้อมลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้น

ออปชันช่วยให้กำหนดขอบเขตการขาดทุนสูงสุดล่วงหน้า สามารถเลือกราคาใช้สิทธิ์ เวลาหมดอายุ และระดับของการป้องกันที่ต้องการ จึงทำให้ออปชันมีความแม่นยำมากกว่าวิธีการป้องกันความเสี่ยงอื่นๆ

อีกข้อดีของออปชันคือช่วยให้สามารถเฮดจิ้งพอร์ตเพียงบางส่วนได้ เลือกได้ว่าจะเฮดจิ้งหุ้นรายตัว เซกเตอร์เดียว หรือทั้งตลาดด้วยการใช้ออปชันดัชนี การปรับได้ตามต้องการทำให้เทรดเดอร์ควบคุมได้มากขึ้นและช่วยสร้างสมดุลความเสี่ยงโดยไม่กระทบต่อโอกาสทำกำไร

แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับออปชันที่ต้องรู้

การเฮดจิ้งด้วยออปชันต้องเข้าใจแนวคิดสำคัญเบื้องต้น แนวคิดเหล่านี้ช่วยกำหนดต้นทุนการเฮดจิ้งและระดับการป้องกันที่ได้รับ

●  ออปชัน Call – ออปชันคอลให้สิทธิ์ซื้อสินทรัพย์ในราคาที่กำหนด ส่วนใหญ่จะใช้ออปชัน Call กับกลยุทธ์เก็งกำไรขาขึ้นมากกว่าการเฮดจิ้ง การกล่าวถึงในที่นี้เพื่อช่วยให้เข้าใจความแตกต่างชัดเจนขึ้นเท่านั้น

●  ออปชัน Put – ออปชันพุทให้สิทธิ์ขายสินทรัพย์ในราคาที่กำหนด ออปชัน Put เป็นเครื่องมือหลักสำหรับการเฮดจิ้งเพราะมูลค่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อตลาดปรับตัวลง ด้วยเหตุนี้จึงเหมาะกับการปกป้องพอร์ตช่วงตลาดขาลง

●  ราคาใช้สิทธิ์ (Strike Price) – ราคาใช้สิทธิ์เป็นระดับราคาที่ออปชันเริ่มทำงานตามเงื่อนไข ราคาใช้สิทธิ์ที่ต่ำกว่าจะทำให้ต้นทุนป้องกันความเสี่ยงถูกกว่า แต่ครอบคลุมความเสี่ยงน้อยกว่า ราคาใช้สิทธิ์ที่สูงกว่าจะมีต้นทุนมากกว่า แต่ให้ความคุ้มครองที่แข็งแกร่งกว่า ราคาใช้สิทธิ์ที่เลือกจะเป็นตัวกำหนดตาข่ายความคุ้มครอง

●  วันหมดอายุ – เวลาหมดอายุเป็นวันที่สัญญาออปชันสิ้นสุดลง เวลาหมดอายุที่สั้นจะมีต้นทุนน้อยกว่า แต่ปกป้องแค่ช่วงสั้นๆ เวลาหมดอายุที่นานกว่าจะช่วยให้มั่นคงกว่า แต่ต้นทุนจะสูงขึ้น การเลือกระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่าต้องการปกป้องนานแค่ไหน

●  พรีเมียม (Premium)– พรีเมียมเป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อออปชัน ซึ่งเป็นต้นทุนของการทำเฮดจิ้ง พรีเมียมจะเพิ่มขึ้นเมื่อความผันผวนสูงขึ้น ดังนั้นจังหวะเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ค่าพรีเมียมยิ่งน้อย การเฮดจิ้งจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ควรทำเฮดจิ้ง (Hedging) พอร์ตตอนไหน

การทำเฮดจิ้งมีประสิทธิภาพมากที่สุดในช่วงที่ตลาดไม่แน่นอนหรือเมื่อพอร์ตเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น การเฮดจิ้งมีเป้าหมายเพื่อปกป้องมูลค่า ไม่ใช่เพิ่มผลตอบแทน

เทรดเดอร์จะทำเฮดจิ้งเมื่อเห็นว่าตลาดเริ่มมีความผันผวนและก่อนเกิดเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลให้ตลาดร่วงลงรุนแรง เหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ การตัดสินใจของธนาคารกลาง การประกาศผลประกอบการ หรือข่าวการเมือง การเฮดจิ้งก่อนเหตุการณ์สำคัญจะช่วยลดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้การเฮดจิ้งยังเป็นประโยชน์เมื่อพอร์ตมีมูลค่าเพิ่มขึ้นและต้องการล็อกกำไรเอาไว้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องขายสถานะ เพียงซื้อความคุ้มครองและถือการลงทุนระยะยาวไว้เหมือนเดิม ช่วยให้สามารถอยู่ในตลาดต่อไปได้ พร้อมกับการจำกัดความเสี่ยงขาลง

กลยุทธ์เฮดจิ้ง (Hedging) ด้วยการใช้ออปชัน

ออปชันช่วยให้สามารถสร้างการทำเฮดจิ้งได้หลายรูปแบบตามระดับการป้องกันที่ต้องการและต้นทุนที่พร้อมจ่าย กลยุทธ์ทั่วไปที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักใช้งานมีดังนี้

Protective Put

Protective Put เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เรียบง่ายที่สุด คุณถือครองสินทรัพย์และซื้อออปชัน Put ของสินทรัพย์เดียวกัน หากราคาลดลง มูลค่าของออปชัน Put จะเพิ่มขึ้นและช่วยชดเชยการขาดทุนบางส่วน กลยุทธ์นี้ช่วยป้องกันความเสี่ยงขาลงได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมเปิดโอกาสให้สินทรัพย์สร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นต่อไปได้

กลยุทธ์ Collar

กลยุทธ์ Collar จะใช้ออปชัน 2 สัญญา ซื้อออปชัน Put เพื่อป้องกันความเสี่ยงและขายออปชัน Call เพื่อลดต้นทุน ออปชัน Call ที่ขายจะทำให้เพดานกำไรถูกจำกัด แต่ต้นทุนที่ลดลงจะช่วยให้การเฮดจิ้งมีราคาถูกลง เทรดเดอร์จะใช้กลยุทธ์ Collar เมื่อต้องการลดต้นทุนการป้องกัน และยอมรับเพดานผลตอบแทน

Covered Call

Covered Call ไม่ใช่การทำเฮดจิ้งโดยตรง แต่ช่วยลดความเสี่ยงด้วยการสร้างรายได้ เมื่อขายออปชัน Call ของหุ้นที่เป็นเจ้าของ ค่าพรีเมียมที่ได้รับมาจะชดเชยการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นหากราคาหุ้นลดลง กลยุทธ์นี้ได้ผลดีที่สุดในตลาดไซด์เวย์หรือตลาดที่ขยับขึ้นลงเพียงเล็กน้อย

เฮดจิ้งออปชันดัชนี (Index Option)

แทนที่จะเฮดจิ้งสินทรัพย์ทีละตัว คุณสามารถเฮดจิ้งพอร์ตทั้งหมดด้วยออปชันดัชนี เช่น ออปชัน Put ของ S&P 500 หรือ Nasdaq ออปชันเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงแบบครอบคลุมเมื่อทั้งตลาดตกอยู่ในความเสี่ยง กลยุทธ์นี้มีประสิทธิภาพสำหรับพอร์ตที่กระจายการลงทุน

เฮดจิ้งอิงความผันผวน

เทรดเดอร์บางคนจะซื้อออปชันของตราสารที่สะท้อนความผันผวน เช่น ออปชัน VIX ออปชันเหล่านี้มักมีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อความกลัวในตลาดเพิ่มขึ้น ช่วยทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดร่วงลงอย่างรุนแรงหรือมีเหตุการณ์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นฉับพลัน

วิธีคำนวณขนาดเฮดจิ้ง (Hedging)

หากต้องการเฮดจิ้งพอร์ตอย่างถูกต้อง ต้องรู้จำนวนสัญญาออปชันที่ต้องใช้เพื่อให้สอดคล้องกับมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถืออยู่ เป้าหมายคือการหาจุดสมดุลที่กำไรจากการเฮดจิ้งจะชดเชยการขาดทุนของพอร์ตในช่วงที่ตลาดร่วง

เริ่มต้นด้วยการคำนวณมูลค่าทั้งหมดของสถานะที่ต้องการป้องกัน หากถือหุ้นรายตัว ให้ใช้มูลค่าตลาดปัจจุบัน กรณีที่ต้องการเฮดจิ้งพอร์ตทั้งหมด ให้ใช้มูลค่ารวมที่ปรับตามความผันผวนหรือค่าเบต้า ค่าเบต้าจะวัดว่าพอร์ตเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของตลาดมากแค่ไหน พอร์ตที่มีค่าเบต้าสูงเกินหนึ่งอาจต้องการเฮดจิ้งที่มากขึ้นเพื่อให้เหมาะกับระดับของการป้องกันที่เท่ากัน

ขั้นตอนถัดไปให้ตรวจสอบรายละเอียดสัญญาของออปชันที่จะใช้ ออปชันหุ้นส่วนใหญ่จะครอบคลุม 100 หุ้น ออปชันดัชนีจะมีมูลค่าตามสัญญาสูงกว่า หมายความว่าอาจต้องใช้สัญญาน้อยกว่า หาจำนวนสัญญาที่ต้องการด้วยการหารมูลค่าความเสี่ยงรวมทั้งหมดด้วยมูลค่าที่คุ้มครองต่อหนึ่งสัญญา

สุดท้ายให้ปรับตามราคาใช้สิทธิ์ ออปชันที่มีราคาใช้สิทธิ์ห่างจากราคาปัจจุบันจะให้การป้องกันที่อ่อนแอกว่า และอาจต้องใช้สัญญามากขึ้นเพื่อให้การป้องกันครอบคลุมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ออปชันที่มีราคาใช้สิทธิ์ใกล้ราคาปัจจุบันมากกว่ามักให้การป้องกันที่แข็งแกร่งกว่า และมักใช้สัญญาน้อยกว่า

ลำดับขั้นตอนวิธีเฮดจิ้งด้วย Protective Put

Protective Put เป็นวิธีเฮดจิ้งที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับการป้องกันความเสี่ยงของหุ้นหรือสถานะพอร์ตลงทุน ทำหน้าที่เหมือนประกันภัย คุณถือครองสินทรัพย์ต่อไปโดยมีออปชัน Put ช่วยคุ้มครองหากราคาร่วงลง ด้านล่างเป็นขั้นตอนการดำเนินการที่ชัดเจนและทำตามได้

  1. เลือกสินทรัพย์ที่ต้องการทำเฮดจิ้ง – เริ่มมองหาหุ้นหรือดัชนีที่ต้องการปกป้อง ควรเลือกสินทรัพย์ที่มีบทบาทหลักในพอร์ต การเฮดจิ้งจะได้ผลเมื่อสอดคล้องกับสถานะที่ถืออยู่
  2. เลือกวันหมดอายุ – กำหนดเวลาหมดอายุที่ครอบคลุมช่วงความเสี่ยงที่กังวล เวลาหมดอายุที่สั้นจะมีต้นทุนน้อยกว่าแต่ให้ความคุ้มครองเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เวลาหมดอายุที่นานจะให้ความมั่นคงมากกว่าแต่มีต้นทุนสูงขึ้น กรอบเวลาควรสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ประเมิน
  3. เลือกราคาใช้สิทธิ์ (Strike Price) – ราคาใช้สิทธิ์จะกำหนดระดับที่ความคุ้มครองดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้น การตั้งราคาใช้สิทธิ์ใกล้ราคาปัจจุบันจะให้ความคุ้มครองได้ดีกว่าแต่ต้นทุนจะสูงกว่า การตั้งราคาใช้สิทธิ์ที่ต่ำกว่าจะทำให้ต้นทุนถูกลงแต่มีความเสี่ยงขาลงบางส่วนที่ไม่ครอบคลุม เลือกราคาใช้สิทธิ์ตามระดับความคุ้มครองที่ต้องการ
  4. ประเมินต้นทุน – ค่าพรีเมียมของออปชันเป็นค่าใช้จ่ายของการป้องกันความเสี่ยง แม้จะทำให้ผลตอบแทนสุทธิลดลงแต่ช่วยปกป้องความเสียหายจากการขาดทุนมากขึ้น เปรียบเทียบค่าพรีเมียมกับมูลค่าของสถานะเพื่อให้แน่ใจว่าการทำเฮดจิ้งคุ้มค่ากับต้นทุน
  5. วางคำสั่งเทรด – เมื่อเลือกราคาใช้สิทธิ์และเวลาหมดอายุแล้ว ให้ซื้อออปชัน Put โดยที่ยังคงถือสถานะเดิมเอาไว้ ออปชัน Put จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหากราคาสินทรัพย์ลดลง ทำให้ช่วยชดเชยการขาดทุน
  6. ติดตามและปรับเปลี่ยน – ดูว่าการเฮดจิ้งทำงานเป็นอย่างไร หากตลาดทรงตัว อาจปิดออปชัน Put ก่อนเวลาเพื่อประหยัดค่าพรีเมียมบางส่วน หากความเสี่ยงยังดำเนินต่อไปก็สามารถต่ออายุออปชันไปยังราคาใช้สิทธิ์ใหม่หรือเวลาหมดอายุใหม่เพื่อขยายเวลาการป้องกัน

ต้นทุนของเฮดจิ้ง (Hedging)

การทำเฮดจิ้งด้วยออปชันมักมาพร้อมต้นทุนเสมอ ต้นทุนนี้จะกระทบกับผลตอบแทนรวม ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจว่าคุณกำลังจ่ายค่าอะไรและเพราะเหตุใด

ต้นทุนแรกคือค่าพรีเมียม พรีเมียมเป็นราคาของออปชันที่ซื้อ ค่าพรีเมียมจะเพิ่มขึ้นเมื่อตลาดผันผวนเพราะความต้องการสำหรับการป้องกันความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น เมื่อความผันผวนต่ำ ค่าพรีเมียมจะถูกลง การเลือกจังหวะทำเฮดจิ้งในช่วงที่ผันผวนน้อยจะช่วยลดต้นทุนให้น้อยลง

การเสื่อมค่าตามเวลา (Time Decay) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องพิจารณา ออปชันจะสูญเสียมูลค่าเมื่อใกล้เวลาหมดอายุ หมายความว่าเฮดจิ้งจะเริ่มมีประสิทธิภาพน้อยลงหากตลาดไม่เคลื่อนไหว เวลาหมดอายุที่นานขึ้นจะช่วยชะลอการเสื่อมค่าตามเวลาแต่จะทำให้พรีเมียมที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น

ความผันผวนโดยนัย (Implied Volatility) ก็มีบทบาทเช่นกัน ความผันผวนโดยนัยที่สูงจะทำให้ออปชันมีราคาแพงขึ้นแม้ว่าตลาดจะไม่เคลื่อนไหวก็ตาม การทำเฮดจิ้งตอนความผันผวนพุ่งสูงอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง เพราะต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้ระดับการป้องกันเท่าเดิม

เนื่องจากเฮดจิ้งทำให้กำไรสุทธิลดลง เทรดเดอร์จึงต้องตัดสินใจว่าต้นทุนคุ้มค่าหรือไม่ เป้าหมายไม่ใช่การทำกำไรสูงสุดแต่เป็นการปกป้องเงินในช่วงที่ตลาดไม่แน่นอน การทำเฮดจิ้งให้ถูกจังหวะจะช่วยลดความเสียหายได้คุ้มค่าเกินกว่าต้นทุนที่ต้องจ่าย

ข้อผิดพลาดทั่วไปของการเฮดจิ้ง (Hedging) ด้วยออปชัน

เทรดเดอร์จำนวนมากเข้าใจแนวคิดการทำเฮดจิ้ง แต่ยังคงทำผิดพลาดจนส่งผลให้ประสิทธิภาพการป้องกันลดลง การรู้จักข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น และทำให้เฮดจิ้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น

●  เฮดจิ้งสายเกินไป – เทรดเดอร์มักรอจนตลาดร่วงแล้วค่อยซื้อการป้องกัน เมื่อถึงตอนนั้นความผันผวนก็สูงขึ้นและออปชันจะแพงขึ้น การเฮดจิ้งช้าจะมีต้นทุนสูงขึ้นและให้ความคุ้มค่าน้อยลง เฮดจิ้งได้ผลดีที่สุดเมื่อนำไปใช้ก่อนที่ความเสี่ยงใหญ่จะปรากฏ

●  เลือกราคาใช้สิทธิ์ผิด – ราคาใช้สิทธิ์ที่ไกลจากราคาปัจจุบันมากเกินไปจะทำให้การคุ้มครองอ่อนแอ ราคาใช้สิทธิ์ที่ใกล้ราคาปัจจุบันเกินไปจะทำให้มีต้นทุนสูงเกินจำเป็น ราคาใช้สิทธิ์ที่ดีที่สุดควรสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และขนาดของดรอว์ดาวน์ที่อาจเกิดขึ้นที่ต้องการหลีกเลี่ยง

●  ใช้เวลาหมดอายุสั้นเกินไป – ออปชันระยะสั้นจะเสื่อมค่าอย่างรวดเร็ว ทำให้การเฮดจิ้งหมดอายุก่อนที่เหตุการณ์ความเสี่ยงจะสิ้นสุด เทรดเดอร์หลายคนประเมินระยะเวลาของความผันผวนสั้นเกินไป การใช้เวลาหมดอายุให้ตรงกับกรอบเวลาการลงทุนจะช่วยให้เสถียรมากขึ้น

●  เฮดจิ้งพอร์ตผิดส่วน – เทรดเดอร์บางคนทำการเฮดจิ้งมากเกินจนปิดโอกาสทำกำไรขาขึ้นไปหมด ขณะที่เทรดเดอร์บางส่วนเฮดจิ้งน้อยเกินไป ทำให้พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้รับการคุ้มครอง ขนาดของการเฮดจิ้งควรเหมาะกับสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ มุมมองตลาด และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

●  มองข้ามความผันผวนโดยนัย – ความผันผวนโดยนัย (Implied Volatility) ส่งผลกระทบต่อราคาออปชัน การเฮดจิ้งช่วงที่ความผันผวนสูงหมายความว่าต้องจ่ายพรีเมียมมากขึ้น เทรดเดอร์หลายคนไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ทำให้ลงเอยด้วยการเฮดจิ้งราคาแพงที่เสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็วเมื่อความผันผวนลดลง

แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการเฮดจิ้ง (Hedging) อย่างชาญฉลาด

การเฮดจิ้งที่ดีต้องรักษาความสมดุลระหว่างการป้องกันและต้นทุน เป้าหมายคือจัดการความเสี่ยงโดยไม่เสียโอกาสทำกำไรมากเกินไป แนวทางเหล่านี้จะช่วยสร้างการป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอ

●  เฮดจิ้งเมื่อจำเป็นเท่านั้น – การทำเฮดจิ้งไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำตลอดเวลา เหมาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือเมื่อต้องการป้องกันกำไร การทำเฮดจิ้งบ่อยเกินไปจะลดผลตอบแทนลงโดยไม่ได้ความคุ้มค่าที่แท้จริง

●  ปรับขนาดเฮดจิ้งให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ – การทำเฮดจิ้งสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ต้องการลด การเฮดจิ้งเต็มพอร์ตช่วยมอบการป้องกันที่แข็งแกร่งแต่จำกัดโอกาสการเติบโตของผลตอบแทน การเฮดจิ้งบางส่วนช่วยลดต้นทุนและลดผลกระทบจากดรอว์ดาวน์ครั้งใหญ่

●  ใช้ออปชันดัชนีสำหรับการป้องกันในวงกว้าง – ออปชันพุทของดัชนีจะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับพอร์ตที่กระจายการลงทุนหลากหลาย มักมีต้นทุนน้อยกว่าการเฮดจิ้งหุ้นรายตัวและช่วยปกป้องการร่วงลงของตลาดในวงกว้าง

●  ตรวจสอบและปรับปรุงเป็นประจำ – สภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเฮดจิ้งที่ใช้ได้ผลเดือนนี้อาจไม่เหมาะหรือไม่มีประสิทธิภาพในเดือนถัดไป ตรวจสอบการเฮดจิ้งตามการเคลื่อนไหวของตลาดและปรับราคาใช้สิทธิ์หรือเวลาหมดอายุหากจำเป็น

●  ดูวันหมดอายุ – อย่าปล่อยให้การเฮดจิ้งหมดอายุโดยไม่สังเกต การเสื่อมค่าตามเวลาอาจส่งผลต่อการป้องกัน การต่ออายุออปชัน (Roll) ก่อนเวลาหมดอายุช่วยให้การป้องกันยังคงมีผล

●  ทำให้เรียบง่าย – กลยุทธ์เฮดจิ้งที่เรียบง่ายช่วยให้จัดการและเข้าใจได้ง่าย โครงสร้างที่ซับซ้อนอาจดูมีประสิทธิภาพ แต่บ่อยครั้งมักให้ผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ กฎที่ชัดเจนจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

สรุป

การเฮดจิ้งพอร์ตด้วยออปชันเป็นวิธีที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการความเสี่ยงในตลาดที่ไม่แน่นอน ออปชันมอบความยืดหยุ่น การควบคุมความเสี่ยงขาลง และช่วยให้ลงทุนต่อไปได้โดยที่มีการปกป้องเงินทุนเอาไว้ การเลือกออปชันพุท (Put Option) หรือออปชันดัชนี (Index Option) อย่างเหมาะสมจะช่วยลดการขาดทุนและรักษากำไรที่สร้างมาหลายเดือน การทำเฮดจิ้งที่ประสบความสำเร็จต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ

อัปเดตแล้ว: ก.พ. 19, 2026

Alexandre Raider

เขาทำงานในอุตสาหกรรมการเทรดมาเกือบ 6 ปี เคยมีส่วนร่วมในงานวิจัยเกี่ยวกับตลาดบราซิล และสื่อสารกับเทรดเดอร์เป็นประจำทุกวัน ปัจจุบัน Alexandre เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมและการสนับสนุนสำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้อินสทรูเมนต์การเทรดที่มีความเสี่ยงสูง เขายินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้กับคุณ