Back
Updated: มกราคม 21, 2026

การเทรดความถี่สูง (High-Frequency Trading) คืออะไร?

บทความนี้อธิบายการเทรดความถี่สูง (High-Frequency Trading: HFT) ซึ่งเป็นวิธีที่คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงดำเนินการซื้อขายนับพันครั้งภายในเสี้ยววินาทีเพื่อคว้าโอกาสเล็ก ๆ ในตลาด คุณจะได้เรียนรู้ว่ากลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร ผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาด และการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความเสี่ยงและความยุติธรรมของมัน

บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับ High-Frequency Trading (HFT) ซึ่งเป็นวิธีที่คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงทำการส่งธุรกรรมเทรดหลายพันรายการในเวลาไม่กี่มิลลิวินาทีเพื่อหาโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างเพียงเล็กน้อยในตลาด คุณจะได้เรียนรู้กลไกการทำงานของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนี้ ผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาด รวมถึงประเด็นถกเถียงที่กำลังเกิดขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงและความเป็นธรรม

High-Frequency Trading (HFT) เป็นรูปแบบของการเทรดอัลกอริทึมที่ใช้คอมพิวเตอร์แรงๆ เพื่อส่งคำสั่งเทรดหลายพันรายการในเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที ซึ่งต้องใช้ความเร็ว ระบบอัตโนมัติ และอัลกอริทึมขั้นสูง เพื่อจับโอกาสเล็กๆ ในตลาดให้ทันก่อนที่จะหายไป

สรุปสั้นๆ ได้ว่า HFT เป็นการเทรดที่เร็วขึ้นและมีความถี่สูงเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้

การเทรดความถี่สูง (High-Frequency Trading) คืออะไร?

High-Frequency Trading เป็นการเทรดด้วยอัลกอริทึมที่คอมพิวเตอร์จะทำการเทรดอย่างรวดเร็ว แทนที่จะถือครองสินทรัพย์ไว้เป็นเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ระบบ HFT สามารถซื้อและขายสินทรัพย์เดียวกันได้ในเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที

ไม่เหมือนกับการเทรดแบบเดิมที่มนุษย์ต้องดูกราฟและวางคำสั่งเทรดด้วยตัวเอง HFT จะอาศัยการทำงานของอัลกอริทึม อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และข้อมูลตลาดที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ เป้าหมายไม่ใช่การทำเงินจากความผันผวนของราคาที่ขึ้นลงแรง แต่เป็นการทำกำไรจากส่วนต่างของราคาที่ขยับเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ ด้วยความถี่หลายครั้งต่อวินาที

ความเร็วและเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญของ HFT เซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีความหน่วงต่ำ รวมถึงการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์สำหรับเทรดในพื้นที่เดียวกับเซิร์ฟเวอร์ของศูนย์ซื้อขาย (Colocation) สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์มีความได้เปรียบอย่างมาก ช่วงเวลาระดับไมโครวินาทีมีความสำคัญอย่างยิ่ง ระบบยิ่งเร็ว โอกาสทำกำไรยิ่งสูง

หลักการทำงานของ High-Frequency Trading

High-Frequency Trading อาศัยการผสมผสานระหว่างอัลกอริทึม คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง และการเข้าถึงศูนย์ซื้อขายโดยตรง กระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นเร็วมากในหน่วยไมโครวินาที เร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถทำได้ ด้านล่างอธิบายถึงวิธีการทำงาน

●  ฟีดข้อมูลตลาด – ซอฟต์แวร์จะสแกนข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์จากศูนย์ซื้อขายหลายแห่งอย่างต่อเนื่อง

●  วิเคราะห์อัลกอริทึม – อัลกอริทึมจะสแกนโอกาสเล็กๆ ทั้งช่องว่างราคา แนวโน้ม หรือจังหวะที่ตลาดมีความผิดปกติ

●  วางคำสั่ง – หลังจากค้นพบโอกาสแล้ว ระบบจะส่งคำสั่งซื้อและคำสั่งขายโดยอัตโนมัติ

●  ความเร็วของการดำเนินการคำสั่ง – คำสั่งเทรดจะได้รับการดำเนินการในระดับไมโครวินาที เข้าถึงโอกาสก่อนเทรดเดอร์คนอื่นๆ

●  ข้อดีของโคโลเคชั่น (Colocation) – บริษัท HFT มากมายติดตั้งตำแหน่งเซิร์ฟเวอร์ของตนไว้ภายในหรือใกล้กับศูนย์ข้อมูลตลาดหุ้นเพื่อลดความหน่วงของการส่งข้อมูล

●  ออกจากสถานะในไม่กี่วินาที (หรือเร็วกว่านั้น) – สถานะจะถูกปิดภายในระดับมิลลิวินาทีหรืออย่างมากก็แค่ไม่กี่วินาที ไม่ใช่การถือสถานะระยะยาว

ลักษณะสำคัญของ High-Frequency Trading

High-Frequency Trading มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่ทำให้แตกต่างจากรูปแบบการเทรดอื่นๆ

●  การดำเนินการคำสั่งที่รวดเร็ว – ระยะเวลาส่งคำสั่งและการดำเนินการคำสั่งจะเกิดขึ้นในระดับไมโครวินาที

●  ปริมาณซื้อขายจำนวนมาก – แต่ละวันมีธุรกรรมการเทรดขนาดเล็กๆ เกิดขึ้นหลายพันรายการ แต่ละเทรดมีเป้าหมายหาส่วนต่างของราคาที่เล็กมาก

●  ระยะเวลาถือครองสั้น – ปกติแล้วจะถือครองหลักทรัพย์ในช่วงเวลาน้อยกว่าหนึ่งวินาทีก่อนที่จะขาย

●  พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างมาก – ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง อัลกอริทึมขั้นสูง และการเชื่อมต่อที่มีความหน่วงต่ำมาก

●  เน้นกำไรส่วนต่าง – แต่ละเทรดจะได้กำไรเพียงเศษเสี้ยวของเซ็นต์ แต่ปริมาณธุรกรรมที่สูงช่วยให้การทำกำไรคุ้มค่า

●  ระบบอัตโนมัติ – ขั้นตอนการดำเนินการเทรดไม่ต้องใช้คนกด คอมพิวเตอร์จะทำทุกอย่างให้เอง

ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยให้ HFT มีประสิทธิภาพและเป็นที่ถกเถียงกันมาก เพราะมีเพียงบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ล้ำสมัยเท่านั้นที่สามารถแข่งขันได้

แนวทางที่ใช้ใน High-Frequency Trading

บริษัท High-Frequency Trading ใช้หลายวิธีการเพื่อทำกำไรในช่วงเวลาสั้นๆ วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีดังนี้

การสร้างสภาพคล่อง (Market Making)

●  ระบบ HFT จะส่งคำสั่งซื้อและคำสั่งขายของหลักทรัพย์เดียวกัน

●  ระบบจะทำกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) หรือที่เรียกว่าสเปรด (Spread)

●  ตัวอย่างเช่น ขายที่ $100.02 แล้วซื้อที่ $100.01 ทำแบบนี้หลายร้อยครั้งต่อวินาที

อาร์บิทราจ (Arbitrage)

●  ทำกำไรจากส่วนต่างของราคาเพียงเล็กน้อยระหว่างตลาดหรือศูนย์ซื้อขาย สามารถเทรด CFD ของฟอเร็กซ์ หุ้น และคริปโต เหมาะสำหรับทดสอบอัลกอริทึมการทำอาร์บิทราจ

●  ตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้น Apple ในตลาดหนึ่งมีราคา $150.00 และอีกตลาดมีราคา $150.02 อัลกอริทึม HFT จะสามารถซื้อจากตลาดที่มีราคาต่ำกว่าและขายในตลาดที่มีอัตราสูงกว่าได้อย่างรวดเร็วมาก

เทรดตามแนวโน้ม (Trend Following)

●  อัลกอริทึมจะตรวจจับแนวโน้มระยะสั้นเพื่อทำการซื้อขายตามแนวโน้มที่เกิดขึ้น

●  ตัวอย่างเช่น หากหุ้นขยับขึ้นหลายครั้งในไม่กี่มิลลิวินาที ระบบอาจเข้าซื้อเพื่อทำกำไรจากแนวโน้มราคาระดับจุลภาคที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววิ

เทรดตามเหตุการณ์

●  อัลกอริทึมจะตอบสนองต่อข่าวหรือการประกาศข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์

●  ตัวอย่างเช่น การประกาศรายได้ที่ออกมาดีอาจนำไปสู่การส่งคำสั่งซื้อทันที ก่อนที่นักวิเคราะห์จะได้อ่านรายงานฉบับเต็ม

กลยุทธ์เหล่านี้มักมองหาช่องว่างของโอกาสเทรดที่เทรดเดอร์ทั่วไปเข้าไม่ถึง เมื่อทำซ้ำหลายครั้งในปริมาณมหาศาลก็จะกลายเป็นกำไรจำนวนมาก

ข้อดีของ High-Frequency Trading

ผู้ที่สนับสนุน HFT มองว่าการเทรดความถี่สูงทำให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริงสำหรับตลาดการเงิน ข้อดีหลักๆ มีดังนี้

สภาพคล่องสูงขึ้น

●  บริษัท HFT จะทำการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดเปิดและมีสภาพคล่องต่อเนื่อง

●  ส่งผลให้เทรดเดอร์สามารถเข้าออกจากสถานะได้อย่างสะดวกมากขึ้น

สเปรด Bid-Ask ที่แคบขึ้น

●  บริษัท HFT ต่างแข่งขันกันเองเพื่อลดสเปรดระหว่างราคาซื้อและราคาขายให้แคบลง

●  ตัวอย่างเช่น เดิมสเปรดอยู่ที่ $1 ลดลงเหลือไม่กี่เซนต์ ส่งผลให้เทรดเดอร์ทั่วไปมีต้นทุนเทรดลดลง

ค้นพบราคาเร็วขึ้น

●  ตลาดปรับตัวตามข้อมูลใหม่อย่างรวดเร็ว เพราะระบบ HFT สามารถตอบสนองได้ทันที

●  ทำให้ราคามีความเป็นธรรม สะท้อนอุปสงค์และอุปทานได้อย่างแท้จริง

ต้นทุนธุรกรรมสำหรับเทรดเดอร์รายย่อยลดลง

●  การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดช่วยลดต้นทุนการเทรดสำหรับผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้ใช้ระบบ HFT

แม้ว่าหลายคนจะไม่ชอบ HFT แต่ประโยชน์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าทำไม HFT ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดยุคใหม่

ข้อเสียและข้อถกเถียงเกี่ยวกับ High-Frequency Trading

แม้ว่า HFT จะมีข้อดี แต่ก็มีประเด็นปัญหาหลายอย่างเช่นกัน นักวิจารณ์มองว่าระบบนี้อาจทำให้ตลาดมีความเสี่ยงและเป็นธรรมน้อยลง ข้อเสียหลักๆ มีดังนี้

ความผันผวนของตลาด

●  การเทรดที่มีความเร็วสูงสามารถขยายความเคลื่อนไหวของราคาขนาดเล็กให้รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดผันผวน

●  ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ “Flash Crash” เมื่อปี 2010 ที่หุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงไปเกือบ 1,000 จุดในเวลาเพียงไม่กี่นาทีถูกกล่าวหาว่าสาเหตุเป็นเพราะกิจกรรมเทรดแบบ HFT

Flash Crash

●  ระบบอัตโนมัติสามารถทำให้เกิดตลาดล่มฉับพลันเมื่ออัลกอริทึมจำนวนมากตอบสนองในเวลาเดียวกัน

●  ถึงแม้ราคาจะฟื้นตัว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำลายความมั่นใจของนักลงทุน

ความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม

●  เฉพาะบริษัทที่มีเทคโนโลยีราคาแพงเท่านั้น (เซิร์ฟเวอร์ความเร็วสูง และการทำโคโลเคชั่น) ที่สามารถเข้าร่วมได้ ผู้เริ่มต้นสามารถเรียนรู้ได้อย่างปลอดภัยด้วยการใช้บัญชีทดลองฟรีเพื่อฝึกเทรดโดยไม่มีความเสี่ยง

●  ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นธรรมสำหรับนักลงทุนรายย่อยและเทรดเดอร์ทั่วไป

ความเสี่ยงของระบบ

●  เมื่ออัลกอริทึมผิดพลาด อาจขาดทุนมหาศาลในไม่กี่วินาที

●  ตัวอย่างเช่น Knight Capital สูญเสียเงิน $440 ล้านเมื่อปี 2012 เนื่องจากซอฟต์แวร์มีปัญหา

ข้อกังวลด้านกฎระเบียบ

●  หน่วยงานกำกับดูแลกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส การปั่นตลาด และความเร็วที่มากเกินไป

●  กฎระเบียบใหม่ๆ ยังคงออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อจำกัดความเสี่ยงของ HFT

ปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ High Frequency Trading เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ที่อยู่แวดวงการตลาด

งานวิจัยของ BIS แสดงให้เห็นว่า “Latency Arbitrage” หรือที่เรียกว่าการเก็งกำไรจากความเร็วที่ไม่เท่ากันของข้อมูลราคา เป็นสิ่งที่ผู้เล่นที่เร็วกว่าจะได้เปรียบการช่วงชิงราคาที่โผล่มาเพียงเสี้ยววิ ซึ่งจะเกิดขึ้นนาทีละครั้งสำหรับหุ้น FTSE 100 การแข่งขันความเร็วระดับไมโครเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเวลาเพียง 5 – 10 ไมโครวินาที คิดเป็นประมาณ 20% ของมูลค่าการเทรด และทำให้ Effective Spread เพิ่มขึ้นราวหนึ่งในสาม ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการจัดหาสภาพคล่องแพงขึ้นประมาณ 0.5 Basis Points

High-Frequency Trading ในระดับโลก

High-Frequency Trading ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของสหรัฐฯ เพียงที่เดียวเท่านั้น ปัจจุบันได้กลายเป็นกระแสระดับโลก แม้ว่าแต่ละภูมิภาคจะมีระดับการนำไปใช้งานและกฎระเบียบควบคุมแตกต่างกันไป

สหรัฐอเมริกา

●  สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่มากที่สุดของการเข้าร่วม HFT อยู่ในตลาดหุ้นและตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐอเมริกา

●  ได้รับการควบคุมโดย SEC และ CFTC เป็นหลัก โดยมีกฎระเบียบที่มุ่งเน้นให้มีความโปร่งใสและป้องกันการปั่นตลาด

ยุโรป

●  HFT พบได้แพร่หลายในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

●  กฎหมาย MiFID II ได้กำหนดมาตรการควบคุมที่มีความเข้มงวด เช่น การทดสอบระบบและการแบนเกี่ยวกับกิจกรรมการเทรดด้วยอัลกอริทึม

เอเชีย

●  ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ได้นำ HFT มาใช้อย่างแพร่หลาย แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น

●  จีนจำกัด High-Frequency Trading บางรูปแบบเพื่อลดความผันผวน

แนวโน้มทั่วโลก

●  HFT ได้กระจายไปทุกแห่งที่โครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีและตลาดเอื้ออำนวย

●  กฎระเบียบของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกันเป็นสิ่งกำหนดขอบเขตของกิจกรรมที่บริษัทสามารถดำเนินการในแต่ละอาณาเขต

เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง High-Frequency Trading

เทคโนโลยีขั้นสูงถือเป็นหัวใจสำคัญของ HFT โครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัยที่สุดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเทรดแบบนี้

อัลกอริทึม

●  สิ่งสำคัญของ HFT – โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่กำหนดว่าควรวางคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายตอนไหน

●  ระบบมีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดในระดับไมโครวินาที

คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง

●  ฮาร์ดแวร์พิเศษที่สร้างมาเพื่อเน้นความเร็วและความเสถียร

●  สามารถประมวลผลปริมาณข้อมูลมหาศาลได้พร้อมกัน

ศูนย์อำนวยความสะดวกวางเซิร์ฟเวอร์ (Colocation)

●  บริษัท HFT จะเช่าพื้นที่ภายในหรือบริเวณใกล้เคียงกับศูนย์ข้อมูลของตลาด

●  วิธีนี้ลดความหน่วงเวลา (ระยะเวลาที่สัญญาณใช้เดินทาง) จนเกือบเป็นศูนย์

การเชื่อมต่อที่มีความเร็วสูงมาก

●  ใช้สายเคเบิลใยแก้วและสัญญาณไมโครเวฟเพื่อส่งข้อมูล

●  ความได้เปรียบเพียงหนึ่งมิลลิวินาทีอาจทำกำไรได้นับล้าน

ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิง

●  นำมาใช้งานมากขึ้นเพื่อจดจำรูปแบบและเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์

●  ช่วยให้อัลกอริทึมตอบสนองต่อเงื่อนไขตลาดที่เปลี่ยนแปลง

หน่วยงานกำกับดูแล High-Frequency Trading

ความรวดเร็วและขนาดการซื้อขายที่สูงของ High-Frequency Trading ส่งผลให้การเทรดความถี่สูงเป็นที่จับตามองจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก หน่วยงานกำกับดูแลมีหน้าที่สร้างความสมดุลของนวัตกรรมและรักษาความเสถียรของตลาด

สหรัฐอเมริกา (SEC และ CFTC)

●  กำหนดให้บริษัท HFT ต้องจดทะเบียนเป็นโบรกเกอร์-ดีลเลอร์

●  เน้นตรวจสอบการปั่นตลาดและทดสอบข้อผิดพลาดของระบบ

●  ตัวอย่างเช่น กฎห้ามทำ “Spoofing” ซึ่งเป็นการปั่นคำสั่งเทรดปลอมเพื่อหลอกตลาด

ยุโรป (ESMA และ MiFID II)

●  MiFID II ได้กำหนดระเบียบที่เข้มงวดสำหรับการเทรดด้วยอัลกอริทึม

●  บริษัทต้องมีมาตรการควบคุมความเสี่ยง กระบวนการทดสอบ และการเก็บบันทึกข้อมูลขนาดใหญ่

●  เป้าหมาย – เพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อระบบโดยรวม

เอเชีย

●  ญี่ปุ่นและสิงคโปร์อนุญาตให้ใช้ HFT แต่ต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขการรายงานที่เข้มงวด

●  ประเทศจีนบังคับใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นเพื่อจำกัดการเก็งกำไรที่มากเกินควร

ความท้าทายจากทั่วโลก

●  เทคโนโลยีมีการวิวัฒนาการเร็วกว่ากฎระเบียบ

●  หน่วยงานกำกับดูแลจึงต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตลาดปลอดภัยและมั่นใจได้ว่าทุกคนจะอยู่ภายใต้การแข่งขันที่เป็นธรรม

ตัวอย่างของจริงของ High-Frequency Trading

High-Frequency Trading ได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้ในตลาดการเงิน และก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง

Flash Crash ปี 2010

●  วันที่ 6 พฤษภาคม 2010 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงเกือบ 1,000 จุดภายในไม่กี่นาที และฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากนั้นไม่นาน

●  อัลกอริทึม HFT ทำให้การเทขายรุนแรงขึ้น เนื่องจากกลไกการตอบสนองต่อคำสั่งซื้อขายระหว่างกันที่รวดเร็วสูงปานสายฟ้า

●  เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดข้อกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเทรดด้วยระบบอัตโนมัติ

SEC และ CFTC ได้จัดทำรายงานร่วมอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อสรุปบทเรียนว่าการเทรดด้วยอัลกอริทึมและการดำเนินการคำสั่งอัตโนมัติอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดการเทขายจนตลาดพังได้อย่างไร

ความผิดพลาดของระบบ Knight Capital ปี 2012

●  ปัญหาซอฟต์แวร์ขัดข้องที่ Knight Capital หนึ่งในบริษัท HFT รายใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดได้ส่งผลให้เกิดการส่งคำสั่งเทรดลวงจำนวนมากเข้าสู่ตลาด

●  บริษัทได้สูญเสียเงินประมาณ $440 ล้านภายในระยะเวลา 45 นาที และเกือบต้องปิดตัวลง

●  เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการนำอัลกอริทึมที่ผ่านการทดสอบไม่เพียงพอไปใช้งาน

ผลกระทบในแต่ละวัน

นอกเหนือจากตลาดร่วงแล้ว HFT ยังส่งผลต่อการเทรดประจำวันอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันจะเห็นว่าหุ้นที่เทรดกันมากมีสเปรดแคบลง สาเหตุหลักส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัท HFT ทำหน้าที่จัดหาสภาพคล่องที่ต่อเนื่อง

อนาคตของ High-Frequency Trading

High-Frequency Trading จะยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก แต่รูปแบบกำลังเปลี่ยนแปลงไป

AI และแมชชีนเลิร์นนิงเพิ่มขึ้น

●  อัลกอริทึมจะเน้นพัฒนาความฉลาดมากขึ้น ไม่ใช่แค่เน้นความเร็วเสมอไป

●  ระบบจะเรียนรู้เพื่อปรับตัวตามตลาดที่เปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์

กฎระเบียบเข้มงวดขึ้น

●  หน่วยงานกำกับดูแลจะควบคุมด้วยกฎที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจำกัดภัยคุกคามอย่างเหตุการณ์ Flash Crash

●  คาดว่าจะมีการทดสอบระบบที่เข้มงวดขึ้น การรายงาน และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความโปร่งใส

การขยายตัวระดับโลก

●  เมื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อม คาดว่าเอเชีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกาจะมีการขยายตัวของ HFT เพิ่มขึ้น

●  บริษัทจะหาทางขยายธุรกิจไปยังตลาดที่มีสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบเอื้ออำนวยและการแข่งขันลดลง

การแข่งขันเทคโนโลยีอย่างดุเดือด

●  ในอนาคตจะมีการเชื่อมต่อที่เร็วกว่านี้อีกและอาจได้เห็นนำการคอมพิวเตอร์ควอนตัมมาใช้

●  บริษัทจะทุ่มลงทุนเงินมหาศาลกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ได้ความเร็วเพิ่มแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

การถกเถียงยังดำเนินต่อไป

●  บางส่วนมองว่า HFT ช่วยทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

●  ขณะที่หลายคนเชื่อว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ข้อถกเถียงดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในอนาคต

สรุป

High-Frequency Trading ได้ปฏิรูปตลาดในศตวรรษที่ 21 อย่างสิ้นเชิง การใช้คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและระบบอัลกอริทึม ช่วยเร่งความเร็วในการเทรด ลดสเปรด และเพิ่มสภาพคล่อง ในอีกมุมหนึ่งประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นธรรม ความเสถียรของตลาด และความเสี่ยงที่มากเกินไปที่เกิดจากการพึ่งพาระบบอัตโนมัติไม่ว่าจะมองเป็นข้อดีหรือข้อเสีย การเทรดแบบ HFT ก็ยังคงอยู่ต่อไป ส่วนอนาคตจะขึ้นอยู่กับทิศทางของนวัตกรรมเทคโนโลยีและแนวทางที่หน่วยงานกำกับดูแลจะใช้รักษาความสมดุลอย่างเหมาะสมระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย การเรียนรู้ HFT เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ ช่วยให้เข้าใจระบบการทำงานที่แท้จริงของตลาดการเงินยุคปัจจุบัน

Updated ม.ค. 21, 2026

Marta Henriques