กลับ
อัปเดตแล้ว: กุมภาพันธ์ 2, 2026

อัลกอริทึมการเทรดคืออะไร

บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับอัลกอริทึมการเทรด (Trading Algorithm) โปรแกรมอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลและตรรกะที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อส่งคำสั่งเทรดด้วยความเร็วที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ ทำความเข้าใจวิธีที่ระบบอัลกอริทึมขจัดอคติทางอารมณ์ออก กลยุทธ์เทรดต่างๆ ที่ใช้งาน รวมถึงกระบวนการสร้างและทดสอบระบบเทรดอัตโนมัติของตัวเองอย่างปลอดภัย
photo_2025-10-31 15.24.33
Alexandre Raider
Dealing manager

ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

อัลกอริทึมการเทรด (Trading Algorithm) หมายถึงชุดของกฎอัตโนมัติที่ใช้ตัดสินใจเพื่อกำหนดจังหวะเข้าซื้อหรือขายสินทรัพย์ทางการเงิน แทนที่จะเทรดด้วยอารมณ์หรือเทรดเอง อัลกอริทึมจะใช้ข้อมูล ตัวชี้วัด และตรรกะที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อส่งคำสั่งเทรดในระดับมิลลิวินาที ในปี 2025 อัลกอริทึมการเทรดได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวาง ทั้งเทรดเดอร์สถาบันและเทรดเดอร์รายย่อย โดยขับเคลื่อนด้วย AI รวมถึงบิ๊กดาต้า และแพลตฟอร์มขั้นสูงที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงระบบอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น บทความนี้จะอธิบายความหมายของอัลกอริทึมการเทรด กลไกการทำงาน ประเภทต่างๆ ของอัลกอริทึมการเทรด ประโยชน์ ความเสี่ยง และแนวทางที่มือใหม่สามารถเริ่มต้นสร้างระบบของตนเองได้อย่างปลอดภัย

อัลกอริทึมการเทรดคืออะไร

อัลกอริทึมการเทรด (Trading Algorithm) หรือที่เรียกว่าอัลกอ (Algo) หรือระบบการเทรดอัตโนมัติ หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำตามชุดของกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อดำเนินการเทรดในตลาดการเงิน การสร้างกฎเหล่านี้จะอิงจากพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น ราคา ปริมาณซื้อขาย เวลา หรือตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่นๆ หลังจากที่เปิดใช้งานระบบแล้ว อัลกอริทึมจะสแกนข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ และดำเนินการส่งคำสั่งซื้อ-ขายอัตโนมัติ เมื่อเงื่อนไขตรงตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้

อัลกอริทึมมีข้อดีตรงที่ช่วยกำจัดอารมณ์มนุษย์ออกไปจากกระบวนการตัดสินใจเทรด แทนที่จะเกิดความลังเล ตอบสนองเกินจริง หรือพยายามเอาคืนการขาดทุน โปรแกรมจะทำงานตามกฎเดิมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมตลาดจะเป็นอย่างไร ความเสถียรดังกล่าวทำให้อัลกอริทึมถูกใช้อย่างกว้างขวางในการเทรดของสถาบัน ผลจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าระบบอัตโนมัติขับเคลื่อนการเทรดหุ้นในสหรัฐอเมริกามากกว่า 70%

อัลกอริทึมมีระดับความซับซ้อนที่แตกต่างกันออกไป อัลกอริทึมบางประเภทมีโครงสร้างที่เรียบง่าย เช่น ระบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตัดกัน (Moving Average Crossover) ซึ่งจะส่งคำสั่งเมื่อค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยระยะยาว ในขณะที่บางระบบต้องใช้การคำนวณคณิตศาสตร์ขั้นสูง แมชชีนเลิร์นนิง หรือการประมวลผลภาษาธรรมชาติ เพื่อตีความข่าวและเซนติเมนต์ของตลาดแบบเรียลไทม์

การทำงานของอัลกอริทึมทุกระบบต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

●  ข้อมูลอินพุท – ราคาตลาด ความลึกของสมุดคำสั่งซื้อขาย รายงานเศรษฐกิจ หรือข้อมูลเซนติเมนต์

●  กฎ/ตรรกะ – เงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น “ถ้า RSI < 30 ให้เข้าซื้อ”

●  ระบบส่งคำสั่งเทรด – เชื่อมต่อโดยตรงกับโบรกเกอร์หรือศูนย์ซื้อขายเพื่อส่งคำสั่งเทรด

●  การควบคุมความเสี่ยง – แนวทางป้องกัน เช่น กำหนดระดับ Stop Loss ขนาดของสถานะ หรือขีดจำกัดการเปิดรับความเสี่ยง

ในปี 2025 การเติบโตของแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายช่วยให้เทรดเดอร์รายย่อยสามารถเข้าถึงการเทรดด้วยอัลกอริทึมได้มากขึ้น โบรกเกอร์อย่าง IQ Option และเครื่องมืออย่าง MetaTrader ช่วยสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับกลยุทธ์เทรดโดยใช้การเขียนโค้ดเพียงเล็กน้อย เทรดเดอร์มืออาชีพจะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างระบบขั้นสูงที่ผสาน AI เข้ามาเพื่อวิเคราะห์หารูปแบบที่มนุษย์มองไม่เห็น

กลไกการทำงานของอัลกอริทึมการเทรด

การทำงานในระดับพื้นฐานของอัลกอริทึมจะแปลงไอเดียเทรดเป็นชุดของกฎที่คอมพิวเตอร์สามารถดำเนินการได้โดยมนุษย์ไม่ต้องคอยสั่ง กระบวนการทำงานจะเป็นไปตามขั้นตอนที่ชัดเจน เริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลตลาด และจบลงด้วยการส่งคำสั่งเทรดในตลาดจริง

ขั้นตอนแรกอัลกอริทึมจะรับฟีดข้อมูลเรียลไทม์ ข้อมูลเหล่านี้รวมถึงราคาซื้อขาย อัปเดตการเปลี่ยนแปลงของสมุดคำสั่งซื้อขาย ข่าวเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ข้อมูลทางเลือก เช่น เซนติเมนต์จากโซเชียลมีเดีย ระบบจะเฝ้าติดตามข้อมูลอินพุทเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสแกนหาเงื่อนไขที่ตรงตามกฎ ซึ่งนักลงทุนหรือผู้พัฒนาได้กำหนดไว้

ขั้นตอนถัดมาคือตรรกะการตัดสินใจ ซึ่งในขั้นตอนนี้ กลยุทธ์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้จะประเมินว่าเงื่อนไขสำหรับการเทรดมีความสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ เช่น ถ้ากฎระบุไว้ว่า “เข้าซื้อเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วันตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน” อัลกอริทึมจะสร้างสัญญาณทันทีที่จุดตัดดังกล่าวเกิดขึ้น

เมื่อสร้างสัญญาณแล้ว ระบบส่งคำสั่งซื้อขายจะเข้ามาดำเนินการต่อ อัลกอริทึมจะส่งคำสั่งเทรดไปที่โบรกเกอร์หรือตลาดโดยอัตโนมัติ ปกติแล้วจะใช้เวลาเพียงระดับมิลลิวินาที บางระบบออกแบบมาให้สามารถแบ่งคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ออกเป็นคำสั่งย่อยๆ จำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลกระทบต่อราคาตลาด เทคนิคนี้เรียกว่าการแบ่งคำสั่งซื้อขาย (Order Slicing)

อัลกอริทึมการเทรดที่มีประสิทธิภาพทุกระบบต้องมีการบริหารความเสี่ยงในตัว กลไกเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นราวกั้น เพื่อให้แน่ใจว่าระบบจะไม่เทรดมากเกินไปหรือทำให้บัญชีตกอยู่ในความเสี่ยงจนเกิดการขาดทุนในระดับที่ยอมรับไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การตั้งคำสั่ง Stop Loss การกำหนดขีดจำกัดการขาดทุนสูงสุดต่อวัน และจำกัดขนาดของสถานะ

ขั้นตอนสุดท้าย อัลกอริทึมมักมีกระบวนการวิเคราะห์หลังการเทรดรวมอยู่ด้วย หลังจากที่แต่ละคำสั่งถูกดำเนินการไปแล้ว ระบบจะบันทึกข้อมูลเทรด จุดเข้า จุดออก สลิปเพจ รวมถึงกำไรหรือขาดทุน ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงกลยุทธ์ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

การทำงาน 5 ขั้นตอนหลักของอัลกอริทึมสรุปสั้นๆ ได้ดังนี้

●  รวบรวมข้อมูลตลาด

●  สแกนหาสัญญาณตามกฎที่กำหนดไว้

●  สร้างการตัดสินใจซื้อหรือขาย

●  ส่งคำสั่งผ่านโบรกเกอร์หรือศูนย์ซื้อขาย

●  ติดตามความเสี่ยงและบันทึกผลลัพธ์

กระบวนการที่มีโครงสร้างชัดเจนแบบนี้ช่วยให้การเทรดเป็นระบบ มีความสม่ำเสมอ และไม่มีการใช้อคติที่เกิดจากอารมณ์ ไม่ว่ากลยุทธ์การเทรดจะอยู่ในรูปแบบเรียบง่ายหรือขับเคลื่อนด้วย AI กลไกพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ ตั้งกฎแล้วให้ระบบทำการเทรดตามกฎนั้น

ประเภทของอัลกอริทึมการเทรด

อัลกอริทึมการเทรดมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความซับซ้อน อัลกอริทึมบางประเภทเน้นค้นหาการเคลื่อนไหวของราคาแบบง่ายๆ บางประเภทต้องใช้วิทยาการข้อมูลขั้นสูง ด้านล่างเป็นประเภทของอัลกอริทึมที่พบได้บ่อยที่สุด รวมถึงข้อมูลกลไกการทำงาน การนำไปใช้ และข้อควรระวัง

อัลกอริทึมติดตามแนวโน้ม

อัลกอริทึมติดตามแนวโน้มถูกสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ว่า เล่นตามเทรนด์คือทางรอด ระบบจะพยายามจับโมเมนตัมราคาที่กำลังเกิดขึ้น และเข้าเทรดเมื่อทิศทางเริ่มปรากฏชัดเจน ระบบแบบนี้มักอาศัยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ราคาทะลุกรอบ และตัวชี้วัดโมเมนตัม

อัลกอริทึมนี้จะทำงานได้ดีที่สุดในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เช่น ช่วงที่ประกาศข่าวเศรษฐกิจ หรือหลังจากประกาศรายงานผลประกอบการ อย่างไรก็ตาม อัลกอริทึมติดตามแนวโน้มอาจทำงานได้ไม่ดีในตลาดไซด์เวย์ ซึ่งสัญญาณหลอกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจะนำไปสู่สภาวะราคาผันผวนหลอกที่ราคาแกว่งอย่างรวดเร็ว (Whipsaw)

ตัวอย่าง เทรดเดอร์ตั้งโปรแกรมอัลกอริทึมให้เข้าซื้อ EUR/USD เมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วันตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน โดยใช้ RSI ที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นการยืนยันสัญญาณ อัลกอริทึมจะปิดสถานะเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตัดกลับลงมา

อัลกอริทึม Mean Reversion (กลับสู่ค่าเฉลี่ย)

แนวคิดการเทรดแบบกลับสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion) ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ราคามักกลับสู่ค่าเฉลี่ยเสมอหลังจากเบี่ยงเบนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป อัลกอริทึมประเภทนี้จะติดตามกรอบความผันผวน ออสซิลเลเตอร์ และค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพื่อตรวจจับว่าสินทรัพย์มีการเคลื่อนไหวเกินระดับที่เหมาะสมหรือไม่

ระบบแบบนี้ใช้งานได้ดีกับตลาดที่นิ่งๆ หรือเคลื่อนไหวในกรอบ ซึ่งราคามักแกว่งตัวอยู่รอบๆ ค่าเฉลี่ยอ้างอิงที่ชัดเจน ความเสี่ยงหลักอยู่ตรงที่การเข้าเทรดเร็วเกินไปในช่วงที่แนวโน้มที่แข็งแกร่งยังคงผลักราคาออกห่างจากค่าเฉลี่ย

ตัวอย่าง หุ้นลดลง 5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน ขณะที่ Bollinger Band แสดงการเคลื่อนไหวในระดับสองส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อัลกอริทึมจะเข้าซื้อโดยมีเป้าหมายให้ราคากลับสู่ค่าเฉลี่ย

อัลกอริทึมอาร์บิทราจ

อัลกอริทึมอาร์บิทราจจะค้นหาความคลาดเคลื่อนของราคาเพียงเล็กน้อยระหว่างสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกันหรือตลาดที่เกี่ยวข้อง ระบบจะดำเนินการเทรดทันทีเพื่อล็อกกำไรที่ไม่มีความเสี่ยงหรือความเสี่ยงต่ำ กลยุทธ์แบบนี้พบได้บ่อยในตลาดฟอเร็กซ์ คริปโต และตลาดอนุพันธ์

ความเร็วของการส่งคำสั่งเป็นความท้าทายหลัก กลยุทธ์เหล่านี้ต้องอาศัยการเชื่อมต่อที่มีความหน่วงต่ำ และส่วนใหญ่มักใช้งานโดยสถาบันขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์รายย่อยยังคงสามารถค้นหาโอกาสในตลาดคริปโต ซึ่งมักเกิดส่วนต่างของราคาระหว่างตลาดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ตัวอย่าง ราคา Bitcoin บน Binance ซื้อขายอยู่ที่ $29,950 แต่บน Coinbase ราคาอยู่ที่ $30,020 อัลกอริทึมจะซื้อที่ Binance และขายที่ Coinbase พร้อมกันเพื่อสร้างผลตอบแทนจากสเปรด

อัลกอริทึมสร้างสภาพคล่อง (Market-Making)

อัลกอริทึมสร้างสภาพคล่องทำหน้าที่สร้างสภาพคล่องให้ตลาดด้วยการส่งคำสั่งซื้อ-ขายอย่างต่อเนื่องใกล้กับราคาปัจจุบัน ระบบจะทำกำไรจากสเปรดระหว่าง Bid และ Ask พร้อมด้วยการปรับคำสั่งแบบไดนามิกตามการเคลื่อนไหวของราคา

กลยุทธ์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในตลาดที่มีสภาพคล่องน้อย เช่น หุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำหรือ Altcoin ที่สเปรดกว้าง ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ความผันผวนฉับพลัน ราคาที่เคลื่อนไหวรุนแรงอาจลบล้างกำไรเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดที่สะสมจากสเปรด

ตัวอย่าง อัลกอริทึมตั้งคำสั่งซื้อหุ้นไว้ที่ $100 และตั้งคำสั่งขายที่ $100.10 หากคำสั่งทั้งสองฝั่งถูกดำเนินการ อัลกอริทึมจะทำเงินได้ $0.10 ต่อหุ้น

อัลกอริทึม AI และแมชชีนเลิร์นนิง

อัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นเทคโนโลยีการเทรดที่ล้ำสมัยในปี 2025 แทนที่จะใช้กฎที่กำหนดตายตัว ระบบประเภทนี้จะประมวลผลข้อมูลมหาศาล รวมถึงประวัติราคา กระแสคำสั่งซื้อขาย เซนติเมนต์ข่าว และแม้แต่ความเชื่อมั่นจากสื่อโซเชียลเพื่อเรียนรู้ลักษณะการเคลื่อนไหวของราคา ระบบเหล่านี้สามารถปรับตัวแบบเรียลไทม์ และปรับพารามิเตอร์ต่างๆ เมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง

ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีความซับซ้อน และต้องใช้ทรัพยากรด้านการประมวลระดับสูง ความเสี่ยงที่พบบ่อยคือ Overfitting ซึ่งโมเดลจะเรียนรู้ข้อมูลรบกวนแทนรูปแบบที่แท้จริง

ตัวอย่าง โครงข่ายประสาทเทียมที่ฝึกฝนจากข้อมูลย้อนหลังของดัชนี S&P 500 เป็นเวลาหลายปี สามารถคาดการณ์ทิศทางราคาภายในวันด้วยความแม่นยำ 60% อัลกอริทึมจะใช้สัญญาณเหล่านี้เพื่อส่งคำสั่งเทรด ปรับแต่งโมเดลอย่างต่อเนื่องเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา

ประโยชน์ของอัลกอริทึมการเทรด

อัลกอริทึมการเทรดได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะช่วยแก้ไขปัญหาที่การเทรดด้วยตัวเองไม่สามารถทำได้ อัลกอริทึมการเทรดมีความเร็ว สม่ำเสมอ และสร้างวินัยให้กับการเทรดในตลาดที่ความแตกต่างเพียงไม่กี่วินาทีหรือมิลลิวินาทีสามารถทำให้เกิดกำไรและขาดทุน ซึ่งข้อดีหลักๆ มีดังนี้

●  ความเร็วและประสิทธิภาพ – อัลกอริทึมสามารถประมวลผลและตอบสนองตามข้อมูลได้รวดเร็วมากกว่าเทรดเดอร์มนุษย์ อัลกอริทึมสามารถสแกนหลายตลาดพร้อมกัน ติดตามสินทรัพย์นับร้อย และลงมือเทรดได้ในระดับมิลลิวินาที ข้อได้เปรียบด้านความเร็วช่วยรับประกันจุดเข้า-ออก โดยเฉพาะช่วงที่สภาวะตลาดกำลังผันผวน

●  กำจัดอารมณ์ – จิตวิทยาของมนุษย์เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเทรด ความกลัว ความโลภ และความลังเล มักนำไปสู่ข้อผิดพลาด แต่อัลกอริทึมจะทำตามกฎที่ตั้งโปรแกรมเอาไว้เท่านั้น ตัดสินใจอย่างไม่ลังเล ไม่มีการเบี่ยงเบนจากแผน ส่งผลให้สามารถทำการเทรดได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น

●  การทดสอบย้อนหลังและการยืนยันกลยุทธ์ – ก่อนที่จะนำเงินจริงมาเสี่ยง สามารถใช้อัลกอริทึมการเทรดเพื่อทดสอบกับข้อมูลตลาดในอดีต การทดสอบย้อนหลัง (Backtesting) ช่วยให้เทรดเดอร์ประเมินประสิทธิภาพ วัดความเสี่ยง และปรับกลยุทธ์ มั่นใจได้ว่าเฉพาะระบบที่มีประสิทธิภาพจะถูกนำไปใช้งานในตลาดจริง

●  กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ – อัลกอริทึมสามารถจัดการกลยุทธ์หลายรูปแบบและสินทรัพย์หลายประเภทได้พร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่น อัลกอริทึมอาจใช้ระบบเทรดตามแนวโน้มสำหรับตลาดฟอเร็กซ์ ส่วนคริปโตจะใช้การเทรดแบบอาร์บิทราจ ความหลากหลายนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทำกำไร

●  ส่งคำสั่งอย่างแม่นยำ – อัลกอริทึมต่างจากมนุษย์ตรงที่ไม่เคยเหนื่อยหรือเสียสมาธิ อัลกอริทึมจะส่งคำสั่งเทรดตามที่กำหนดไว้ทุกอย่าง และทำได้ในระดับเสี้ยววินาที ช่วยลดสลิปเพจและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรโดยรวม

●  เข้าถึงได้ง่ายในปี 2025 – เมื่อก่อนการเทรดด้วยอัลกอริทึมถูกจำกัดเฉพาะสถาบันขนาดใหญ่ ปัจจุบันแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น IQ Option, MetaTrader และ API ที่ใช้ Python เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์รายย่อยสามารถเข้าถึงได้ โบรกเกอร์จำนวนมากมีบริการโซลูชันสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน มือใหม่จึงสามารถสร้างกลยุทธ์อัตโนมัติได้โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมเองตั้งแต่ต้น

ความเสี่ยงของอัลกอริทึมการเทรด

แม้ว่าอัลกอริทึมการเทรดจะรวดเร็วและสม่ำเสมอ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงรูปแบบใหม่ การเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การรู้จักข้อดี หลายครั้งที่เทรดเดอร์ล้มเหลว ไม่ใช่เพราะแนวคิดไม่ดี แต่เป็นเพราะประเมินข้อจำกัดของระบบอัตโนมัติต่ำเกินไป

●  ความล้มเหลวทางเทคนิค – อัลกอริทึมต้องพึ่งพาเทคโนโลยี หากไฟฟ้าดับ อินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ หรือเซิร์ฟเวอร์ล่ม อาจทำให้ระบบหยุดเทรดกลางคัน ถึงแม้จะหยุดทำงานไม่นาน แต่ก็อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ หรือขาดทุนแบบไม่ทันตั้งตัว เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงดังกล่าว เทรดเดอร์หลายคนจึงใช้ระบบสำรองข้อมูลและโฮสติ้งบนระบบคลาวด์

●  ปรับแต่งมากเกินไป – การทดสอบย้อนหลังอาจทำให้รู้สึกมั่นใจเกินจริง เทรดเดอร์อาจปรับพารามิเตอร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้อัลกอริทึมดูเหมือนแสดงผลลัพธ์ในอดีตได้ดี สิ่งนี้เรียกว่าการปรับให้เข้ากับอดีตมากเกินไป (Overfitting) ปัญหาคือสิ่งที่ใช้ได้ผลในอดีตอาจไม่ได้ผลในอนาคต ทำให้ผลลัพธ์จริงที่ออกมาแย่กว่าที่คาด

●  การเปลี่ยนแปลงของตลาด – กลยุทธ์ที่ได้ผลตอนตลาดเป็นเทรนด์อาจล้มเหลวในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบ อัลกอริทึมไม่สามารถพลิกแพลงได้เว้นแต่จะออกแบบมาให้มีตรรกะยืดหยุ่นหรืออัปเดตเป็นประจำ

●  ต้นทุนแฝง – การดำเนินการเทรดไม่ได้เกิดขึ้นฟรีๆ แต่มีสเปรด ค่าคอมมิชชัน และสลิปเพจที่จะทำให้กำไรลดลง กลยุทธ์เทรดด้วยความถี่สูง เช่น สกัลปิ้ง อาจดูเหมือนจะทำกำไรได้ดีในทางทฤษฎี แต่เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดเข้าไปกลับไม่ได้กำไร

●  ขาดการควบคุม – ระบบอัตโนมัติสามารถทำงานได้ตลอดทุกวัน 24 ชั่วโมง แต่การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจสอบอาจเป็นเรื่องเสี่ยง แค่มีบั๊กในโค้ดหรือเหตุการณ์ตลาดที่ไม่คาดคิดก็อาจส่งผลให้เกิดการเทรดที่ขาดทุนซ้ำๆ เทรดเดอร์มืออาชีพคอยเฝ้าติดตามการทำงานของอัลกอริทึมอย่างใกล้ชิด และกำหนดขีดจำกัดเพื่อหยุดเทรดหากขาดทุนเกินระดับที่ตั้งไว้

●  ความซับซ้อนและอุปสรรค – อัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ต้องใช้ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง และความรู้ขั้นสูง เทรดเดอร์รายย่อยที่หันมาใช้แมชชีนเลิร์นนิงโดยไม่เตรียมความพร้อมอาจลงเอยด้วยระบบที่ไม่เสถียร

วิธีสร้างอัลกอริทึมการเทรดตามลำดับขั้นตอน

อัลกอริทึมการเทรดอาจดูซับซ้อน แต่สามารถแจกแจงกระบวนการออกเป็น 6 ขั้นตอนหลักๆ แต่ละขั้นตอนจะช่วยพัฒนาไอเดียไปสู่การใช้งานจริงแบบมีโครงสร้าง

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าหมายและตลาด

เป้าหมายเป็นพื้นฐานของอัลกอริทึมทุกระบบ กำหนดเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ กำไรระหว่างวัน เฮดจิ้ง หรือเทรดแบบเป็นระบบระยะยาว เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว ให้เลือกตลาดที่เหมาะสม ตลาดฟอเร็กซ์มีสภาพคล่องสูง ตลาดคริปโตมีความผันผวน ตลาดหุ้นให้ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ตอบสนองต่อแนวโน้มอุปทานโลก การเลือกตลาดที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดเป็นกับดักแรกที่ควรหลีกเลี่ยง

ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบกฎการเทรดที่ชัดเจน

อัลกอริทึมจะทำตามกฎ ไม่ใช่สัญชาตญาณ แปลงไอเดียเทรดให้เป็นเงื่อนไขเข้าและออกที่แม่นยำ ใช้ตัวชี้วัดต่างๆ เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ รวมถึง RSI หรือ Bollinger Band หรือตรรกะพื้นฐานสำหรับพฤติกรรมราคาหรือโมเดลสถิติ

ยกตัวอย่างเช่น “ซื้อเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 ช่วง ตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 ช่วง และ RSI สูงกว่า 55” กฎยิ่งชัดเจน ยิ่งลดโอกาสที่โค้ดจะผิดพลาดหรือสับสนตอนใช้งาน

ขั้นตอนที่ 3 สร้างอัลกอริทึม

การสร้างระบบทำได้ 2 วิธีหลักๆ

●  เขียนโค้ด – ภาษา Python เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยมีไลบรารีอย่าง Pandas และ TA-Lib คอยสนับสนุน การเขียนโค้ดช่วยให้มีความยืดหยุ่นแต่ต้องใช้ทักษะพอสมควร

●  แพลตฟอร์ม – เครื่องมืออย่าง IQ Option ช่วยให้ผู้ใช้สามารถออกแบบกลยุทธ์ด้วยฟังก์ชันพร้อมใช้งานหรือตรรกะแบบลากและวาง ตัวเลือกนี้เร็วกว่าและง่ายกว่าสำหรับมือใหม่

วิธีที่เลือกใช้จะขึ้นอยู่กับทรัพยากรและประสบการณ์ของเทรดเดอร์ แต่ทั้งสองแนวทางสามารถนำไปสู่การสร้างอัลกอริทึมที่ใช้งานได้จริง

ขั้นตอนที่ 4 ทดสอบย้อนหลังกับข้อมูลในอดีต

ก่อนเสี่ยงด้วยเงินจริง ให้ทดสอบระบบกับข้อมูลตลาดที่ผ่านมา การทดสอบย้อนหลังช่วยให้เห็นว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไรภายใต้สภาวะตลาดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดเป็นเทรนด์ ไซด์เวย์ หรือผันผวน ตัววัดสำคัญมีดังนี้

●  อัตราชนะ (เทรดได้กำไรมากน้อยแค่ไหน)

●  ปัจจัยกำไร (กำไรสุทธิ ÷ ขาดทุนรวม)

●  ดรอว์ดาวน์ (ขาดทุนติดต่อกันที่รุนแรงที่สุด)

●  ชาร์ป เรโช (ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง)

การทดสอบย้อนหลังที่มีคุณภาพต้องทำผลลัพธ์ได้สม่ำเสมอไม่ใช่ทำกำไรได้ไม่กี่ครั้ง หากผลลัพธ์ดูสมบูรณ์แบบเกินไป ระวังปัญหา Overfitting ซึ่งเกิดจากการปรับให้อัลกอริทึมสอดคล้องกับข้อมูลในอดีตเกินไป

ขั้นตอนที่ 5 ทดสอบจริงด้วยเงินเล็กน้อย

หลังจากทำการทดสอบย้อนหลังแล้ว ให้เข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบล่วงหน้าในตลาดจริง (Forward Testing) เริ่มต้นด้วยการเทรดเสมือน (Paper Trading) เพื่อดูว่าอัลกอริทึมรับมือกับข้อมูลเรียลไทม์อย่างไร เมื่อทุกอย่างทำงานตามที่ต้องการ ค่อยนำไปใช้งานด้วยเงินจริงเล็กน้อย เฝ้าติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งสลิปเพจ ต้นทุนธุรกรรม และความหน่วงของระบบ แม้แต่การทดสอบย้อนหลังที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถรับมือกับสภาวะตลาดจริงได้ทั้งหมด ดังนั้นขั้นตอนนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวกรองก่อนใช้งานจริง

ขั้นตอนที่ 6 ติดตาม ปรับเปลี่ยน และเพิ่มขนาด

อัลกอริทึมการเทรดไม่ถือว่าสมบูรณ์จริงๆ เพราะตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ระบบจึงต้องปรับตัวตามไปด้วย ควรตรวจสอบผลลัพธ์อยู่เป็นประจำ อัปเดตกฎ และปรับพารามิเตอร์ เทรดเดอร์จำนวนมากจดบันทึกผลการเทรดเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่คาดหวังกับผลลัพธ์จริง เมื่อระบบเริ่มใช้ได้ผลอย่างสม่ำเสมอก็สามารถเพิ่มขนาดการเทรด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขนาดของสถานะ หรือใช้กับการเทรดหลายสินทรัพย์พร้อมกัน

บทบาทของ AI กับอัลกอริทึมการเทรดปี 2025

ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาเปลี่ยนอัลกอริทึมการเทรดอย่างสิ้นเชิง เดิมระบบเคยใช้เพียงกฎที่เรียบง่ายแต่ปัจจุบันได้รวมเข้ากับแมชชีนเลิร์นนิง การประมวลผลภาษาธรรมชาติ และการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ ในปี 2025 ข้อมูลจากการศึกษาของ precedenceresearch ชี้ให้เห็นว่าอัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้กลายเป็นเรื่องทั่วไปสำหรับทั้งการเทรดของสถาบันและรายย่อย

●  การจดจำรูปแบบที่ฉลาดขึ้น – อัลกอริทึมแบบเดิมติดตามกฎตายตัว เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตัดกัน แต่ระบบ AI จะเรียนรู้จากชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อค้นหารูปแบบที่ซ่อนอยู่ในกระแสคำสั่งซื้อ-ขาย พฤติกรรมราคา และความผันผวนที่มนุษย์หรือกฎสถิติมักจะพลาดไป เช่น โครงข่ายประสาทเทียมสามารถวิเคราะห์ข้อมูลหุ้นหลายปีเพื่อสังเกตสัญญาณเล็กๆ ที่บ่งบอกว่าราคาจะทะลุกรอบ

●  การวิเคราะห์เซนติเมนต์เรียลไทม์ – ตลาดเคลื่อนที่ตามข่าว และ AI สามารถประมวลผลข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างได้เก่งมาก การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) ช่วยให้อัลกอริทึมสามารถอ่านข่าว คำแถลงของธนาคารกลาง รวมถึงโพสต์โซเชียลมีเดียได้ภายในไม่กี่วินาที การกำหนดคะแนนเซนติเมนต์ด้วย AI ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถประเมินได้ว่าตลาดจะตอบสนองอย่างไร ซึ่งเร็วกว่าการวิเคราะห์ด้วยตนเอง

●  การเรียนรู้แบบปรับตัวได้ – หนึ่งในข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของอัลกอริทึมแบบตายตัวคือไม่สามารถปรับตัวตามตลาดได้ ระบบที่อ้างอิง RSI อาจใช้ได้ผลในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มแต่ไม่ได้ผลกับตลาดไซด์เวย์ แต่ระบบ AI สามารถอัปเดตตัวเองด้วยการฝึกฝนซ้ำจากข้อมูลล่าสุด ความสามารถในปรับตัวช่วยให้ AI รักษาการทำกำไรเมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

●  การเสริมประสิทธิภาพด้านการจัดการความเสี่ยง – การใช้ AI ไม่ได้มีไว้เพื่อกำหนดจุดเข้าและจุดออกเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการควบคุมความเสี่ยง โบรกเกอร์บางแห่งได้ผสานรวมเครื่องมือ AI ที่สามารถเฝ้าติดตามบัญชีของเทรดเดอร์แบบเรียลไทม์ เพื่อทำการแจ้งเตือนทันทีหากเห็นรูปแบบผิดปกติหรือเสี่ยงมากเกินไป สถาบันจะใช้แมชชีนเลิร์นนิงเพื่อคาดการณ์ดรอว์ดาวน์และปรับขนาดสถานะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด

●  เทรดเดอร์รายย่อยเข้าถึงได้ – การเทรดด้วย AI เคยถูกจำกัดอยู่เฉพาะกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีงบประมาณมหาศาล ในปี 2025 เทรดเดอร์รายย่อยสามารถใช้งานฟีเจอร์ AI บนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น IQ Option, MetaTrader และไลบรารี Python เฉพาะทาง โมเดลสำเร็จรูปที่สร้างไว้แล้ว คลาวด์คอมพิวติ้ง และ API ต้นทุนต่ำ ช่วยลดอุปสรรคการเข้าถึง แม้ว่าจะยังไม่ล้ำหน้าเหมือนกับเครื่องมือที่สถาบันใช้งาน แต่ก็ช่วยให้เห็นข้อมูลที่มีประโยชน์

●  ข้อจำกัดของ AI ในการเทรด – แม้ว่าจะได้รับความนิยม แต่การใช้งาน AI ก็มีจุดอ่อน โมเดลอาจเกิดปัญหา Overfitting มองสัญญาณรบกวนเป็นรูปแบบที่มีความหมาย นอกจากนี้ยังต้องอาศัยคุณภาพของข้อมูลอย่างมาก หากชุดข้อมูลมีอคติหรือไม่สมบูรณ์ก็อาจนำไปสู่การคาดการณ์ที่ไม่แม่นยำ นอกจากนี้ ระบบ AI ไม่สามารถกำจัดความไม่แน่นอนออกไปได้ เหตุการณ์ไม่คาดคิด (Black Swan) เช่น วิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นฉับพลันยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้อัลกอริทึมตั้งตัวไม่ทัน

สรุป

อัลกอริทึมการเทรดได้กลายเป็นส่วนสำคัญของตลาดยุคใหม่ อัลกอริทึมช่วยให้เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจอัตโนมัติ ไม่ใช้อารมณ์ และคว้าโอกาสได้อย่างรวดเร็วในแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ ตั้งแต่ระบบง่ายๆ อย่างจุดตัดค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ไปจนถึงโมเดลเซนติเมนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูง อัลกอริทึมสามารถปรับตัวตามเป้าหมายและสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าอัลกอริทึมเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันกำไร ประโยชน์ของอัลกอริทึมเห็นได้ชัดเจน เช่น ความเร็ว ความสม่ำเสมอ และการกระจายการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่ง ระบบเทรดอัตโนมัติมีความเสี่ยงด้วยเหมือนกัน เช่น อาจเกิดความล้มเหลวทางเทคนิค ปัญหา Overfitting และการเปลี่ยนแปลงตลาดฉับพลัน แม้แต่ระบบ AI ที่ล้ำสมัยที่สุดก็ไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่มีความรุนแรง (Black Swan)

สำหรับมือใหม่หัดเทรด แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการเริ่มต้นเทรดด้วยเงินไม่มาก กำหนดกลยุทธ์แบบเรียบง่าย ทดสอบกับประวัติข้อมูลย้อนหลัง และทดสอบในบัญชีทดลองก่อนเทรดจริง ระบบเทรดควรมีการควบคุมความเสี่ยงพร้อมใช้งานเสมอ ตั้งระดับ Stop Loss จำกัดเงินทุน และตรวจสอบผลลัพธ์เป็นประจำ วินัยและความอดทนจะทำให้อัลกอริทึมการเทรดค่อยๆ พัฒนาจากระบบพื้นฐานง่ายๆ กลายเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและใช้งานได้ยาวนาน

ปี 2025 แพลตฟอร์มอย่าง IQ Option ช่วยให้เทรดเดอร์รายย่อยสามารถเข้าถึงอัลกอริทึมการเทรด เมื่อผสานเข้ากับบริการคลาวด์ รวมถึง API และเครื่องมือ AI จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถสร้างระบบของตัวเองได้มากขึ้น ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีแต่ขึ้นอยู่กับระบบที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ ผ่านการทดสอบ และจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อัปเดตแล้ว: ก.พ. 2, 2026

Mauricio Diaz

Mauricio has been providing customer service in the trading community for over 6 years. His deep knowledge of the Latin American market allows him to successfully help traders solve their problems and achieve financial goals. His articles convey his many years of experience and numerous interesting case studies.

Frequently asked questions

You asked, we answer

หากสรุปแบบเข้าใจง่ายๆ อัลกอริทึมการเทรดคืออะไร

อัลกอริทึมการเทรดเป็นชุดของกฎคอมพิวเตอร์ที่ตัดสินใจว่าต้องซื้อหรือขายสินทรัพย์ตอนไหน โปรแกรมจะทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และส่งคำสั่งเทรดอัตโนมัติ ช่วยให้เทรดเดอร์ไม่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

มือใหม่สามารถใช้อัลกอริทึมการเทรดได้หรือไม่

ได้ แพลตฟอร์มอย่าง IQ Option และ MetaTrader มีเครื่องมือที่มือใหม่สามารถใช้สร้างหรือปรับแต่งอัลกอริทึมได้โดยไม่ต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรมขั้นสูง แต่เทรดเดอร์มือใหม่ควรเริ่มต้นด้วยกลยุทธ์ง่ายๆ และทดสอบกลยุทธ์บนบัญชีทดลองก่อนเสี่ยงด้วยเงินจริง

การใช้อัลกอริทึมการเทรดจะได้กำไรเสมอหรือไม่

ไม่ อัลกอริทึมการเทรดช่วยให้เทรดได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่รับประกันการทำกำไร สภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง อัลกอริทึมที่ออกแบบมาไม่ดี หรือปรับให้สอดคล้องกับข้อมูลในอดีตมากเกินไป จะส่งผลให้อัลกอริทึมล้มเหลว การจัดการความเสี่ยงและการอัปเดตเป็นประจำเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การใช้อัลกอริทึมมีความยั่งยืนในระยะยาว

ตลาดใดบ้างที่สามารถเทรดด้วยอัลกอริทึม

สามารถใช้อัลกอริทึมในตลาดฟอเร็กซ์ หุ้น คริปโต สินค้าโภคภัณฑ์ และดัชนี กลยุทธ์บางประเภทอาจใช้ได้ผลกว่าในบางตลาด เช่น กลยุทธ์อาร์บิทราจเหมาะกับคริปโต หรือกลยุทธ์ติดตามแนวโน้มเหมาะกับตลาดฟอเร็กซ์ การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับเป้าหมายและทรัพยากรของเทรดเดอร์

การสร้างอัลกอริทึมการเทรดต้องมีทักษะการเขียนโค้ดหรือไม่

ไม่เสมอไป แม้ว่าการเขียนโค้ดด้วยภาษา Python หรือภาษาอื่นๆ จะช่วยให้สามารถปรับระบบได้มากกว่า แต่โบรกเกอร์หลายแห่งมีสคริปต์หรือเครื่องมือสร้างแบบลากและวางให้ใช้งาน มือใหม่สามารถเริ่มต้นได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด แต่ทักษะด้านการเขียนโค้ดจะช่วยให้สามารถพัฒนาระบบเทรดขั้นสูงได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น