กลับ
อัปเดตแล้ว: กุมภาพันธ์ 20, 2026

10 อันดับกลยุทธ์เทรดน่าลองปี 2026 (สิ่งที่ใช้ได้ผลพร้อมเหตุผล)

ในคู่มือนี้ คุณจะได้เรียนรู้ถึงจุดเด่น จุดด้อย และตัวอย่างการใช้งานจริงของกลยุทธ์เทรดชั้นนำในปี 2026 คุณจะเข้าใจว่ากลยุทธ์แต่ละแบบทำงานอย่างไร เหมาะกับใคร และวิธีเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายและไลฟ์สไตล์ของคุณ
photo_2025-10-31 15.24.33
Alexandre Raider
Dealing manager

ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดทุนจากการเทรดเพราะใช้กลยุทธ์ผิด แต่ขาดทุนเพราะกลยุทธ์ที่ใช้ไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ แนวคิด หรือการจัดการความเสี่ยงที่ยอมรับได้

กลยุทธ์ที่ยังคงใช้ได้ผลในปี 2026 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลยุทธ์เทรดตามแนวโน้ม กลยุทธ์เทรดในกรอบราคา และการใช้เทคโนโลยีช่วยส่งคำสั่งเทรด ส่วนกลยุทธ์ที่เหลือเป็นเพียงรูปแบบแยกย่อยที่ดัดแปลงมาจากแนวคิดหลักเหล่านี้

คู่มือนี้จะพูดถึง 10 กลยุทธ์เทรดน่าลองปี 2026 พร้อมอธิบายว่ากลยุทธ์แต่ละแบบเหมาะกับใคร ช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับแนวทางที่ไม่เหมาะกับลักษณะนิสัยหรือเวลาที่มี

สรุปย่อกลยุทธ์เทรดน่าลองปี 2026

ก่อนที่จะลงลึกรายละเอียด มาดูสรุปกลยุทธ์ที่สามารถอ่านจบได้ภายในหนึ่งนาที

  1. เทรดตามแนวโน้ม
  2. สวิงเทรด (Swing Trading)
  3. เทรดเบรกเอาต์ (Breakout Trading)
  4. กลับสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion)
  5. สกัลปิ้ง (Scalping)
  6. รีบาลานซ์พอร์ตด้วย AI
  7. เทรดตามข่าวและเหตุการณ์
  8. เทรดจังหวะย่อตัว (Pullback)
  9. ทำกำไรด้วยค่าสถิติ (Statistical Arbitrage หรือ Pairs Trading)
  10. เทรดตามพฤติกรรมราคา (Price Action)

ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งสิบกลยุทธ์ ความจริงแล้วการพยายามลองเทรดให้ครบทุกแบบเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ความล้มเหลวที่เร็วที่สุด เลือกเป้าหมายว่าจะลองแค่ไม่กี่แบบแล้วจากนั้นค่อยโฟกัสแค่หนึ่งหรือสองกลยุทธ์

1. เทรดตามแนวโน้ม (Trend Following) กลยุทธ์ที่อยู่รอดได้เสมอ

การติดตามแนวโน้มเป็นกลยุทธ์ดั้งเดิม ไม่หวือหวา และใช้งานได้ผล ซึ่งเป็นสาเหตุที่มืออาชีพชอบใช้

หลักการเทรดง่ายมาก หากราคาเคลื่อนที่อย่างชัดเจนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง อย่าเทรดสวนเทรนด์ ให้มองหาโอกาสเข้าร่วม ไม่ใช่พยายามคาดเดาจุดกลับตัว

ในปี 2026 การเทรดตามแนวโน้มใช้ได้ผลกับกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้น เพราะสัญญาณรบกวนจากอัลกอริทึมส่งผลกระทบน้อยกว่า จังหวะการเทรดจะช้ากว่า สงบกว่า และควบคุมอารมณ์ได้ง่ายกว่า

เครื่องมือที่เหมาะสม
– ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (50 และ 200) เส้นแนวโน้ม โครงสร้างตลาด

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์ที่เน้นการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอมากกว่าความตื่นเต้น
Moving averages (50 & 200), trendlines, market structure

2. สวิงเทรด (Swing Trading) เทรดโดยไม่ต้องเฝ้ากราฟตลอดเวลา

สวิงเทรดอยู่กึ่งกลางระหว่างเดย์เทรดและการลงทุนระยะยาว

แทนที่จะจับตาดูราคาทุกนาที เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์สวิงเทรดจะมองหาโอกาสทำกำไรในรอบการเคลื่อนไหวที่ใช้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่ทำงานประจำ เรียนหนังสือ หรือทำธุรกิจ

หัวใจสำคัญอยู่ที่ความอดทน รอให้ราคาถึงระดับสำคัญ แล้วค่อยตัดสินใจลงมือ ไม่ใช่รีบร้อนไล่ราคา

เครื่องมือที่เหมาะสม
– RSI, Fibonacci Retracement, รูปแบบแท่งเทียน

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์พาร์ทไทม์ที่ต้องการความยืดหยุ่น

3. เทรดเบรกเอาต์ (Breakout Trading) จับโมเมนตัมก่อนราคาวิ่ง

การเทรดเบรกเอาต์หรือราคาทะลุกรอบเกี่ยวกับการเข้าให้ถูกจังหวะเวลา

บ่อยครั้งที่ตลาดแทบไม่ไปไหน การเคลื่อนไหวไซด์เวย์มักทำให้หลายคนหมดความอดทน เทรดเดอร์ที่เทรดราคาทะลุกรอบจะรอให้ช่วงเวลาตลาดเงียบจบลง แล้วเข้าเทรดทันทีเมื่อราคาหลุดทะลุกรอบพร้อมปริมาณซื้อขาย

มือใหม่หัดเทรดมักทำผิดพลาดด้วยการไล่ราคาทุกจังหวะที่เห็นการทะลุกรอบ แต่ความเป็นจริงแล้วการทะลุกรอบจำนวนมากล้มเหลว ประสบการณ์จะสอนให้เข้าใจว่าการทะลุกรอบแบบไหนที่คุ้มเสี่ยง

เครื่องมือที่เหมาะสม
– กรอบแนวรับ/แนวต้าน, ปริมาณซื้อขาย, Bollinger Bands

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์ที่ชอบความเร็วแต่ควบคุมความเสี่ยงอย่างมีวินัย

4. กลับสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion) จังหวะที่ราคาวิ่งออกไปไกล

กลยุทธ์กลับสู่ค่าเฉลี่ยตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าตลาดมักตอบสนองเกินจริง

เมื่อราคาเคลื่อนที่ออกห่างจากค่าเฉลี่ยเร็วเกินไป ราคามักจะย่อตัวกลับมา แม้ไม่ได้เป็นแบบนี้เสมอไป แต่ก็เพียงพอที่จะนำมาเทรดทำกำไรได้

กลยุทธ์นี้ได้ผลดีที่สุดเมื่อตลาดแกว่งตัวอยู่ในกรอบ ซึ่งยังคงมีอยู่แม้โลกปัจจุบันจะขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม

เครื่องมือที่เหมาะสม
– Bollinger Bands, RSI ที่สุดขอบโซน, ค่าเบี่ยงเบนทางสถิติ

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์สายวิเคราะห์ที่เน้นการคำนวณความน่าจะเป็น

5. สกัลปิ้ง (Scalping) กลยุทธ์ที่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน

สกัลปิ้งเป็นแนวทางที่น่าสนใจเพราะกำไรมาเร็ว แต่การขาดทุนก็เร็วเช่นกัน

เทรดเดอร์สายสกัลปิ้งจะเข้าเทรดหลายครั้งต่อวัน เพื่อสะสมการทำกำไรทีละน้อย แนวทางนี้ไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาด และการควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญมาก ในปี 2026 ความสำเร็จของการเทรดแบบสกัลปิ้งขึ้นอยู่กับความเร็วและความแม่นยำในการเข้าออก

แม้เทรดเดอร์รายย่อยจะเข้าถึงได้ แต่ความเสี่ยงก็โหดพอสมควร

เครื่องมือที่เหมาะสม
– กราฟ 1 นาที สเปรดแคบ การส่งคำสั่งรวดเร็ว

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์ที่มีวินัยสูงและมีประสบการณ์

6. รีบาลานซ์พอร์ตด้วย AI

แนวทางที่เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันเทรดเดอร์จำนวนมากหันมาใช้เครื่องมือ AI แทนการปรับพอร์ตด้วยตัวเอง เพื่อรีบาลานซ์สัดส่วนการลงทุนสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ระบบ AI สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์และความผันผวนได้เร็วกว่ามนุษย์

ประเด็นสำคัญอยู่ที่อย่าปล่อยให้ AI ตัดสินใจตามอารมณ์ แต่ให้ใช้เป็นเครื่องมือจัดการงานที่ประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

เหมาะกับ
– นักลงทุนและเทรดเดอร์ที่บริหารจัดการสินทรัพย์จำนวนมาก

7. เทรดตามข่าวและเหตุการณ์

ข่าวยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดเคลื่อนไหว และบางครั้งก็ทำให้ตลาดเหวี่ยงแรง

การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย ตัวเลขเงินเฟ้อ และเหตุการณ์ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความผันผวนฉับพลัน เทรดเดอร์ที่เทรดตามข่าวจะเน้นจังหวะเข้าออกและการส่งคำสั่งมากกว่าการคาดเดา

อันตรายอยู่ที่สลิปเพจและการตัดสินใจที่เกิดจากการใช้อารมณ์มากเกินไป

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์ที่ตัดสินใจเร็วและรับความเสี่ยงได้

8. เทรดจังหวะย่อตัว (Pullback)

การเทรดจังหวะย่อตัวเป็นแนวทางที่มืออาชีพหลายคนใช้งานแม้ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึง

ไม่ใช่การไล่ตามราคา แต่จะรอจังหวะย่อตัวในเทรนด์ที่แข็งแกร่ง แนวทางนี้ช่วยเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนและลดการเข้าเทรดด้วยอารมณ์

เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่เรียบง่าย แต่ก็ทำไม่ง่าย เพราะต้องใช้ความอดทน

เครื่องมือที่เหมาะสม
– EMA 20/50, ระดับ Fibonacci, โซนแนวรับ

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์ที่เทรดตามเทรนด์ที่อยากหาจังหวะเข้าเทรดอย่างปลอดภัย

9. ทำกำไรด้วยค่าสถิติ (Statistical Arbitrage หรือ Pairs Trading)

กลยุทธ์นี้อ้างอิงตามหลักคณิตศาสตร์มากขึ้น

เข้าเทรดตามความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์สองตัวแทนการคาดเดาทิศทางของตลาด เมื่อความสัมพันธ์ปกติของสินทรัพย์สองตัวหลุดกรอบปกติ เป้าหมายคือรอให้กลับสู่ค่าปกติ

แนวทางนี้ใช้อารมณ์น้อยกว่า แต่ต้องอาศัยการทดสอบและมีวินัย

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์สายข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quant)

10. เทรดตามพฤติกรรมราคา (Price Action) สัญญาณรบกวนน้อยกว่า ชัดเจนกว่า

เทรดเดอร์ที่เทรดตามพฤติกรรมราคาจะตัดทุกอย่างออกให้กราฟเรียบง่ายเหลือแค่สิ่งที่จำเป็น

ไม่ต้องมีตัวชี้วัดเต็มจอ เน้นโครงสร้างราคา ระดับที่สำคัญ และแท่งเทียน ความชัดเจนจะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นในตลาดที่เต็มด้วยสัญญาณหลอก

ความท้าทายอยู่ที่พฤติกรรมราคาต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ

เหมาะกับ
– เทรดเดอร์ที่ชอบแนวทางที่ชัดเจนและเรียบง่าย

การเลือกกลยุทธ์เทรดที่เหมาะกับคุณ

ก่อนตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ ให้ถามตัวเองด้วยคำถามต่อไปนี้

●  สามารถเฝ้ากราฟได้ทั้งวันหรือแค่บางช่วงเวลา

●  เวลาขาดทุนสามารถควบคุมอารมณ์ได้หรือไม่

●  ชอบผลลัพธ์ที่รวดเร็วหรือค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

คำตอบของคุณสำคัญมากกว่าสภาวะตลาด

ตารางเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะกับตัวเอง

สไตล์การเทรดประเภทกลยุทธ์ที่เหมาะสม
เวลาจำกัดสวิง / จังหวะย่อตัว
ความอดทนสูงเทรดตามแนวโน้ม
ตัดสินใจเร็วจับจังหวะทะลุกรอบ
เน้นวิเคราะห์กลับสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion)
เน้นข้อมูลใช้ AI / สถิติ

กลยุทธ์ที่ดีจริงคือกลยุทธ์ที่ทำตามได้ในวันที่แย่ที่สุด ไม่ใช่วันที่ดีที่สุด

AI ช่วยให้เทรดได้ดีขึ้นหรือไม่

AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยได้ แต่เทรดเดอร์ต้องเข้าใจขอบเขตความสามารถและจุดอ่อน

มือใหม่ส่วนมากคิดว่าใช้ AI แล้วจะได้ “กำไรอัตโนมัติ” แต่ AI ไม่ได้ทำงานแบบนั้น การใช้ AI ไม่ได้กำจัดความเสี่ยงออกไป แต่ช่วยลดภาระงานที่ต้องทำเอง และลดการมองข้ามข้อมูล

ความโดดเด่นของ AI อยู่ที่การทำงานที่มนุษย์ไม่ถนัด เช่น การสแกนข้อมูลจำนวนมหาศาล การมองหารูปแบบจากตลาดทั้งหมด และการติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง

แต่การใช้ AI ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ประสบ นั่นคือ ความมีวินัย ความอดทน และการควบคุมอารมณ์

ขอบเขตความสามารถที่แท้จริงของ AI

การใช้งานเครื่องมือ AI ที่พบได้บ่อยในปี 2026

●  ทดสอบกลยุทธ์ด้วยข้อมูลย้อนหลังหลายปี

●  ตรวจจับความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์

●  วัดความผันผวนและปรับขนาดของสถานะ

●  บันทึกการเทรดและหาข้อผิดพลาด

การนำมาใช้งานอย่างถูกต้องจะทำให้ AI กลายเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ไม่ใช่คิดแทน

การพึ่งพา AI เกินไปอาจสร้างปัญหาให้เทรดเดอร์

AI อาจอันตรายหากเทรดเดอร์นำมาใช้งานแบบนี้

●  เทรดตาม AI โดยไม่วิเคราะห์เอง

●  หยุดพยายามทำความเข้าใจเหตุผลของการเข้าเทรด

●  เทรดมากเกินไปเพราะรู้สึกว่า “ง่าย”

AI ไม่รู้จักความกลัวหรือความโลภ แต่เทรดเดอร์ยังมีความรู้สึก

เปรียบเทียบ AI กับคนเทรด (เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย)

งานAIมนุษย์
วิเคราะห์ข้อมูลยอดเยี่ยมมีข้อจำกัด
ตรวจจับรูปแบบแข็งแกร่งปานกลาง
ควบคุมอารมณ์ไม่มีอ่อนแอ (แต่ปรับปรุงได้)
คิดกลยุทธ์ได้สร้างสรรค์อ่อนแอแข็งแกร่ง
ความมีวินัยไม่มีเรียนรู้ได้

แนวทางที่ดีที่สุด – มนุษย์เป็นคนกำหนดว่าจะเทรดอะไร ส่วน AI จะช่วยตัดสินใจว่าเข้าเทรดอย่างไรและเมื่อไร

ทำไมเทรดเดอร์ 90% ถึงล้มเหลว (เหตุผลที่แท้จริง)

อัตราความล้มเหลว 90% เป็นเรื่องจริง แต่สาเหตุไม่ใช่อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ไม่ใช่เพราะตลาดถูกบิดเบือน
ไม่ใช่เพราะการเทรดมีไว้สำหรับคนเก่งๆ
ไม่ใช่เพราะตัวชี้วัดใช้ไม่ได้ผล

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะไม่ทำตามกฎพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ

1. เสี่ยงมากเกินไป เสี่ยงเร็วเกินไป

นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เงินหมดบัญชี

เทรดเดอร์มือใหม่มักทุ่มเสี่ยง 10% – 30% ต่อการเทรดแต่ละครั้ง เพราะอยากได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แค่ขาดทุนหนึ่งหรือสองครั้งบัญชีก็พัง

เทรดเดอร์มืออาชีพจะโฟกัสที่การเทรดหลายร้อยครั้ง ไม่ใช่ผลแพ้ชนะเพียงครั้งเดียว

2. เปลี่ยนกลยุทธ์ไปมา

ขาดทุนหนึ่งครั้ง → กลยุทธ์ใหม่
ดรอว์ดาวน์หนึ่งครั้ง → ตัวชี้วัดใหม่
ขาดทุนหนึ่งสัปดาห์ → โค้ชใหม่

ไม่มีกลยุทธ์ไหนได้ผลหากเลิกใช้ก่อนที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อน

3. เทรดด้วยอารมณ์แทนที่จะทำตามแผน

การเทรดเอาคืน การขายออกเพราะกลัว การไล่ราคา ทั้งหมดเป็นความผิดพลาดที่พบได้บ่อย นี่คือพฤติกรรมทั่วไปของเทรดเดอร์ที่ล้มเหลว

การเทรดให้ผลตอบแทนกับผู้ที่มีวินัยระยะยาว ไม่ใช่เทรดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

4. มองการเทรดเป็นความบันเทิง

เทรดเดอร์จำนวนมากเทรดเพราะเบื่อ ไม่ได้อยากรอโอกาสเหมาะ

การเทรดบ่อยไม่ได้แปลว่าจะได้กำไรจากตลาด ตลาดให้ผลตอบแทนกับการเลือกจังหวะเข้าเทรดอย่างรอบคอบ

ทำไมมีเพียง 10% ที่อยู่รอด

เทรดเดอร์ที่อยู่รอดจะทำสิ่งต่อไปนี้

●  เสี่ยงน้อย

●  ไม่เทรดพร่ำเพรื่อ

●  ติดตามผลลัพธ์เพื่อพัฒนาตนเอง

●  อดทนกับช่วงที่ตลาดไม่มีจังหวะ

●  เน้นทำตามแผน ไม่ใช่กำไรต่อวัน

แค่นี้เอง ไม่มีความลับอะไร

สรุปส่งท้ายกลยุทธ์เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น

ความสำเร็จของการเทรดในปี 2026 ขึ้นอยู่กับความชัดเจน ไม่ใช่ความซับซ้อน

โฟกัสกลยุทธ์แค่ไม่กี่แบบ เทรดให้น้อยลง ติดตามผลให้มากขึ้น ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วย ไม่ใช่ปล่อยให้ตัดสินใจแทน

เป้าหมายไม่ใช่เทรดทุกอย่าง แต่เลือกเทรดสิ่งที่เหมาะกับคุณ

อัปเดตแล้ว: ก.พ. 20, 2026

Nikolay Podkuyko

Over the past 12 years, I’ve worked at the intersection of trading, research, and go-to-market strategy. I’ve helped launch and scale B2C brokerage products, enter new markets, and analyze performance across user acquisition, product adoption, and trading behavior. Today, I focus on turning complex market topics into clear, practical insights — from trading terminology and risk management to strategy frameworks and asset selection.